“…ดังนั้น **การแสวงหาพระพุทธเจ้าก็ตาม
แสวงหาพระอรหันต์ก็ตาม
แสวงหามรรคผลนิพพานก็ตาม
อย่าไปแสวงหาสิ่งที่มันไม่มี แสวงหาตัวเรานี้
ให้เราทำความรู้สึกตื่นตัวอยู่เสมอนี่แหละ จะรู้-จะเห็น**
ผมไปปฏิบัติธรรมะอยู่กับครูบาอาจารย์
ผมเกิดความรู้-ความเข้าใจขึ้นมาในใจผม
ผมรู้แจ้ง-รู้จริง…เลยไม่เชื่อครูบาอาจารย์ ไม่เชื่อจริง ๆ-ผม
ผมก็เลยได้
ในหลักสูตรหนังสือ‘กาลามสูตร’บอกว่า
‘อย่าเชื่อถือโดยเขาพูดตาม ๆ กันมา
อย่าเชื่อถือโดยเขาเล่าลือตาม ๆ กันมา
อย่าเชื่อถือโดยเห็นว่าเขาทำกันมาอย่างนั้น-อย่างนี้’
(มีทั้งหมด) ๑๐ ข้อ (ที่)ท่านไม่ให้เชื่อ
อย่างนั้นจะให้เชื่ออะไรล่ะ ?
**ให้เชื่อตรงที่เรารู้จัก-ที่เราเห็นแจ้ง-ที่เรารู้จริง
ตรงที่เราไม่มีทุกข์นี้
ท่านจึงว่า‘ศรัทธา-เชื่อสิ่งที่ควรเชื่อ’** ว่างั้น
แล้วจะให้เราเชื่อตรงไหน (ที่ว่า)‘ศรัทธา-เชื่อสิ่งที่ควรเชื่อ’นี้ ?
**ก็เชื่อตรงเราไม่มีทุกข์
ตรงที่เรารู้แจ้ง-เห็นจริงนี้นะสิ ดับทุกข์ได้นี้นะสิ
นี่-เชื่อตรงนี้ละ!
เพราะว่าความทุกข์นี้ มันไม่มีอยู่ในคนอื่นเด๊
ถ้าหากเราทำผิด มันทุกข์อยู่กับเรานี้
ถ้าหากเราทำไม่ผิดเสียแล้ว มันเลยไม่ทุกข์**
ดังนั้นการปฏิบัติข้อแรกนั้นจึงว่า
รู้จักรูป-รู้จักนาม ผมว่าตามภาษาผม
ไม่ได้อ้างภาษง-ภาษาบาลงบาลีในประเทศอินเดีย
ผมว่าภาษาบ้านผมเองอันนี้
**การปฏิบัติธรรมะนั้น ไม่ต้องปฏิบัติที่อื่น
ปฏิบัติที่ตัวเรา ไปไหน-มาไหนให้ดูที่ตัวเรา
อย่าอยากรู้-อย่าอยากเห็น อย่าอยากเป็น-อย่าอยากมี
เมื่อรู้รูป-รู้นามดีชัดเจนแล้ว มันจะรู้ความคิด
เมื่อรู้ความคิดชัดเจนดีแล้ว
โทสะ-โมหะ-โลภะ หรือกิเลส-ตัณหา-อุปาทานนี่
มันจะค่อยจืด-ค่อยจางไป
เมื่อสิ่งเหล่านี้จืดจางเข้าไปแล้ว ว่างั้น
เคยเล่าสู่กันฟังอยู่เรื่อย ๆ
‘ศีล’ปกติขึ้นมาโลด
ศีลนั้นจึงเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างหยาบ**
อย่างหยาบที่สุดก็อันที่พูดถึงนี่ล่ะ
‘สมาธิ เป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างกลาง’ ท่านว่าอย่างนั้น
กิเลอย่างกลางนั้น เราเข้าใจกันดี
แต่เราไปติดความสงบ เราไปทำให้มันสงบ
แต่ความจริง สงบแบบนั้นมันไม่ใช่สงบแบบพระพุทธเจ้า
มันสงบแบบของพราหมณ์
**ความสงบ(จริง ๆ)นั้น มันมีอยู่ในเรานี้
คือ มันสงบจากโทสะ-สงบจากโมหะ-สงบจากโลภะ
สงบจากความทุกข์ สงบจากความยึดมั่นถือมั่น
มีคนมาพูด หูมันฟังได้
คนเดินไป-เดินมา ตาเราเห็นได้
แต่เราจะไม่ยึด-ไม่ถือ เพราะเราดูจิต-ดูใจเราอยู่
สภาพสภาวะจิตใจอันที่มันเป็นอุเบกขานั้น
อันนั้นแหละท่านว่า‘มันเป็นอย่างนั้นอยู่
จะรู้-มันก็เป็นอย่างนั้นอยู่ ไม่รู้-มันก็เป็นอย่างนั้นอยู่’**
ท่านจึงว่า‘ธรรมะที่ทำให้เป็นพระพุทธเจ้านั้น
มีมาก่อนพระพุทธเจ้า’
แต่เราศึกษาปฏิบัติให้ถูก **เฮ็ดซื่อ ๆ**
‘เฮ็ดซื่อ ๆ’ เฮ็ด-เฮ็ดหยัง ?
ทำบูชาพระพุทธเจ้า-บูชาพระธรรมเจ้า-บูชาพระสงฆเจ้า
พระพุทธเจ้าอยู่ไหน ? ว่างั้น
พระพุทธเจ้าก็คือคนธรรมดาทุกคนนี่แหละ
เป็นได้หมดทุกคน-ไม่ยกเว้น
ถ้าหากเรารู้จัก เราต้องเคารพตัวเรา
เมื่อเราเคารพตัวเราแล้ว เป็นการเคารพพระพุทธเจ้าจริง ๆ
การเคารพพระพุทธเจ้า ก็คือการเคารพตัวเรานี่แหละ
เคารพพ่อ-เคารพแม่ เคารพเพื่อนฝูง…ก็เป็นการเคารพตัวเรา
ไม่ใช่เราจะไปยกมือไหว้คนอื่นโน้น จิตใจนี้ไปติดยึดคนอื่นโน้น
อันนั้นถูก ถูกตามสังคมเดี๋ยวนี้
แต่ความจริงผมไม่ได้เป็นอย่างนั้น
แต่ก่อนผมก็เป็นอย่างนั้น ยกมือไหว้คน-ก็ไปไหว้ตัวคนโน่นจริง ๆ
กราบพระ ผมก็ไปกราบพระพุทธรูปจริง ๆ
แต่ความจริงเมื่ออายุ ๔๖ ปีมานี้ ผมรู้จักธรรมะอันนี้
(เมื่อ)มีคนยกมือไหว้ขึ้นกราบ(ผม)
ผมก็ยกมือไหว้กราบตัวผมพี่โลด
ผม-ถ้ากราบพระพุทธรูป ว่าอย่างนั้น
ผมก็กราบตัวผมพี่โลด
แล้วก็เป็นการกราบพระพุทธรูปไปในตัว
แล้วทีนี้ผมมีหมู่ยกมือไหว้ ผมก็ไหว้ตัวผม
มันก็เป็นการไหว้หมู่เพื่อนไปในตัวโลด
ดังนั้นจึงว่า ‘ให้เคารพตัวเอง-ไหว้ตัวเอง’
จึงว่า **‘พุทธศาสนา’ จึงแปลว่าที่พึ่ง
พึ่งได้จริง ๆ อันนี้น่ะ ไม่ต้องไปพึ่งใครทั้งหมด
รู้แจ้ง-เห็นจริง**
ตอนนี้ก็เลยมาว่าต่อไป
อันตัวสมาธิกำจัดกิเลสอย่างกลางนี้
(กิเลสอย่างกลาง) คือความสงบแบบพราหมณ์
สงบแบบไม่รู้จัก-สงบแบบไม่เห็นแจ้ง…”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
————————————————————————————————
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
※ อย่าหลงตน-อย่าลืมตัว ※
※ ※
※ อย่าหลงกาย-อย่าลืมใจ ※
※ ※
※ อย่าหลงชีวิต ※
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
รู้สึกตัว…รู้สึกกาย รู้สึกใจ
_/|\_ _/|\_ _/|\_


ใส่ความเห็น