“…พระพุทธเจ้าท่านสอนว่า
‘ให้เจริญสติ-เจริญสมาธิ-เจริญปัญญา’
เรียกว่า‘วิปัสสนากรรมฐาน’
วิปัสสนากรรมฐานนั้น มันเป็นชื่อของคำพูด
**‘วิปัสสนา’นี้ แปลว่ารู้แจ้ง-รู้จริง รู้แล้วต่างเก่าล่วงภาวะเดิม
คำว่า‘รู้แจ้ง’นั้น-รู้อย่างไร ? ก็ต้องรู้ตัวเรา
รู้จริง-ก็ต้องรู้ตัวเรา
‘ต่างเก่า’นั้นน่ะ (คือ)สิ่งที่เคยทำ-ไม่ทำ
สิ่งที่เคยพูด-ไม่พูด สิ่งที่เคยคิด-ไม่คิด
สิ่งที่มันเป็น(สิ่ง)สกปรกนั้นไม่ดี-(ก็เลิก)**
ดังนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงว่า
**‘สภาพหรือสภาวะดั้งเดิมของคนนั้นเหมือนกันหมด**
จะเป็นคนชาติใด-ถือศาสนาใดก็ตาม เหมือนกันหมด’
ท่านจึงว่า ‘สัตว์ทั้งหลายเหมือนเราตถาคต’
*ต่อเมื่อเราตถาคตยังไม่ทันได้รู้
ไม่ได้เข้าใจในสภาพ-สภาวะความทุกข์นี้
ก็วกวน-เสาะแสวงหาทางพ้นทุกข์อยู่*
ศึกษาหลายครู-หลายอาจารย์-(แต่ก็ยัง)ไม่รู้ ว่างั้น
**บัดนี้เราตถาคตได้ศึกษาเล่าเรียนกับตัวเอง
ไม่ได้เชื่อคำพูดของครูบาอาจารย์
ปฏิบัติตัวเรา-เห็นตัวเรา-เข้าใจตัวเรา
หรือรู้สภาพ-สภาวะตัวเราจริง ๆ แล้วว่า
เราไปถึงที่นั้น-ที่ไม่มีทุกข์
เราไปเห็นแล้วสภาพที่ไม่มีทุกข์ บ้านอันนั้น-เมืองอันนั้น
ท่านก็เลยว่า ‘ไม่เกิด-ไม่แก่-ไม่เจ็บ-ไม่ตาย’** ท่านว่าอย่างนั้น
ท่านเรียกว่า‘นิพพาน’
ดังนั้นพระพุทธเจ้าสอนเรื่องนิพพานนั้น
สอนแต่เมื่อท่านยังมีลมหายใจอยู่ ไม่ใช่สอนต่อเมื่อตายแล้ว
**‘ถ้าหากผู้ใดประพฤติ-ปฏิบัติอย่างเราตถาคตนี้’ ว่างั้น
‘ต้องรู้-ต้องเห็น-ต้องเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งคือเราตถาคตนี้
ถ้าหากผู้ใดไม่ปฏิบัติอย่างเราตถาคตนี้
จะไม่รู้-ไม่เห็น-ไม่เข้าใจ-ไม่แจ่มแจ้งอย่างเราเป็นมาแล้วนั้น’**
ดังนั้น สิ่งที่ผิดนั้น-ท่านก็บอกไว้แล้ว
สิ่งที่ถูกนั้น-ท่านก็บอกไว้แล้ว
ท่านจึงว่า ‘สัตว์ทั้งหลายเป็นตถาคต หรือเหมือนกับเราตถาคต’
ไม่ใช่สัตว์เดรัจฉาน (แต่เป็น)สัตว์มนุษย์
ดังนั้น**คนเราเกิดมาต้องรู้จัก ศึกษาให้รู้จักหน้าที่ของคน**
‘คน’ คนนี่หมายถึงอันใด ?
‘คน’นี่ก็หมายถึงหลายสิ่ง-หลายอย่างมันมีอยู่ในเรานี้
ต้องศึกษาให้รู้จักหน้าที่ของเรา
เมื่อเราศึกษาให้รู้จักหน้าที่ของเราแล้ว
เราต้องศึกษาและปฏิบัติให้รู้จักหน้าที่ของมนุษย์
มนุษย์นั้นท่านว่า เป็นผู้มีจิตใจสูง
หรือมี‘มะนะ’ หักห้ามจิตใจไว้ได้
เมื่อศึกษาหน้าที่ของมนุษย์แล้ว
ต้องศึกษาและปฏิบัติให้รู้จักหน้าที่ของเทวดา
เทวดานั้น เราก็นึกว่าอยู่(บน)สวรรค์ชั้นฟ้า
ความจริงเทวดานั้นมันมี ๒ ความหมาย
ถ้าหากพูดตามภาษาของคนที่ยังไม่เข้าใจนั้น
เขาก็ว่า‘อยู่(บน)สวรรค์ชั้นฟ้า’
ถ้าหากพูดตามภาษาธรรมะนั้น
ท่านว่ ‘คนที่มีหิริ-ความละอายแก่ใจ’
หิริ-ความละอายแก่ใจนั้น
ผู้ใดมีหิริ-ความละอายแล้ว ก็เรียกว่า‘เป็นเทวดา’
ถ้าหากผู้ใดรู้ว่าไม่ควรทำ-ไม่ควรพูด-ไม่ควรคิด
สิ่งที่มันจะทำให้เดือดร้อนแก่ตนเองและผู้อื่นนั้น
ท่านก็เรียกว่า‘เทวดา’ เพราะมีความละอาย
ต่อจากนั้นมาศึกษาให้รู้จักหน้าที่ของพระอินทร์-พระพรหม
พระอินทร์-พระพรหมนี้ ท่านเรียกว่า‘ผู้มีเมตตา’
ท่านใช้ว่า‘พรหมวิหาร ๔’ มีเมตตา-กรุณา-มุทิตา-อุเบกขา
แต่เราก็เลยมาทำให้เป็นพรหมรูป ๔ หน้า
อันนั้นก็จริงอยู่
เพราะมันเป็นสมมติ ที่ว่า‘คนมันใช้ปัญญาต่างกัน’
ดังนั้น **ธรรมะที่ทำให้พระพุทธเจ้าเป็นพระพุทธเจ้านั้น
มันมีอยู่ในคนทุกคน ไม่ยกเว้น
จะเป็นคนชาติใด-ถือศาสนาใดก็ตามเถิด มีอยู่แล้ว**
ก่อนหน้าที่พระพุทธเจ้าจะได้เป็นพระพุทธเจ้านั้น
ก็มีอยู่เรื่องสวรรค์-นิพพาน
เพราะว่ามีพระพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้ไปนิพพานแล้วนั้น
เป็นจำนวนล้าน ๆ แสน ๆ
แต่ต่อมาก็เลยไม่มีผู้ใดศึกษา-ไม่มีผู้ใดปฏิบัติ ก็เลยไม่รู้
**พระพุทธเจ้าของเรานี้ก็เลยมาศึกษาปฏิบัติตัวเอง
ท่านก็เลยว่า‘ให้เจริญสติปัฏฐาน ๔’**…”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
————————————————————————————————
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
※ อย่าหลงตน-อย่าลืมตัว ※
※ ※
※ อย่าหลงกาย-อย่าลืมใจ ※
※ ※
※ อย่าหลงชีวิต ※
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
รู้สึกตัว…รู้สึกกาย รู้สึกใจ
_/|\_ _/|\_ _/|\_


ใส่ความเห็น