“…ผมในนามเพื่อนภิกษุด้วยกัน
ตอนเช้าวันนี้ ขอให้พวกท่านทั้งหลาย
จงตั้งใจฟังให้เกิดสติปัญญาตามสมควร เท่าที่เราฟังได้
สมมติ-ผมมันไม่รู้เรื่องสมมติ เพราะผมไม่ได้เรียนปริยัติ
นักธรรมตรี-โท-เอกนี้ ผมไม่เคยรู้-ไม่เคยได้เรียน
แต่เคยอ่าน-เคยอ่านหลักวิชา อันนั้นเป็นความจำ
เป็นความจำนั้น ท่านผู้รู้หรือครูบาอาจารย์สอนว่า‘เป็นสุตมยปัญญา’
บัดนี้เมื่อเราเรียนจากตำรับ-ตำรา รู้จำมาแล้ว-มาวินิจฉัย
วินิจฉัยตามแนวความคิดที่เราเรียนมานั่นแหละ
เรียกว่า‘จินตมยปัญญา’
บัดนี้เรามาพิจารณาถึงเหตุผล *คนเรามันมีกายกับใจ
ส่วนร่างกายนี้ มันต้องมีใจคุม-ใจบังคับ
ใจให้ทำ-ใจให้พูด ใจให้ทำอะไรต่าง ๆ
เรียกว่าอันนั้น เมื่อเราเห็นสภาพหรือภาวะอันนั้น
เรียกว่า‘ภาวนามยปัญญา’*
**ตอนภาวนานี้ ท่านว่า‘จงทำให้มาก
หรือเจริญสติให้มาก เจริญปัญญาให้มาก’
ท่านผู้รู้กล่าวว่า‘ท่านจงมีสติอยู่ทุกเมื่อ ความตายนั้นจึงจะไม่ตามทัน’
ความตายในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงตายหมดลมหายใจ
คือความหลงผิดนั่นแหละ จะไม่เกิดขึ้นได้**
*เมื่อมีความหลงผิดเกิดขึ้นได้แล้ว คนเรามันทำผิด-พูดผิด
ความคิดนั่นก็ผิดอยู่แล้ว อันนั้นเรียกว่าความเน่า-ความเหม็น
มันเกิดขึ้นภายในจิตใจของเรา มันเปียกแฉะอยู่ที่ตรงนั้น*
ดังนั้นที่ไหนก็ตาม ท่านว่าขาดจากสัตบุรุษ-บุคคลผู้ที่รู้แล้ว
ที่นั่นไม่ใช่เป็นที่ประชุม หรือไม่ใช่เป็นที่สภา
ไม่ใช่เป็นอะไรหลายเรื่อง มันสมมติขึ้นมา
เมื่อพูดเช่นนี้ ผมได้เคยศึกษากับเพื่อนหลายท่าน
เรื่องมงคลว่า‘อะเสวะนา จะ พาลานัง ปัณฑิตานัญ จะ เสวะนา
ปูชา จะ ปูชะนียานัง เอตัมมังคะละมุตตะมัง’
ท่านก็แปลมา คำว่า‘อะสะวะนา จะ พาลานัง’นั้น
‘เราจะไม่คบคนพาลทั้งหลาย’
‘ปัณฑิตานัญ จะ เสวะนา เราจะคบบัณฑิต’
‘ปูชา จะ ปูชะนียานัง เราจะบูชาสิ่งที่ควรบูชา’
‘เอตัมมังคะละมุตตะมัง ๓ อย่างนี้ใครทำได้
เป็นสิริมงคลแก่บุคคลผู้ที่ทำนั้น’
คำว่า‘อะเสวะนา จะ พาลานัง’ที่นี่-วันนี้
เราไม่ได้หมายถึงบุคคลที่เป็นภายนอกส่วนเดียว
เราต้องหมายถึงที่เราไม่รู้ คือคนพาลอยู่ภายใน
คือ**โมหะ-โลภะ-โทสะนี่แหละ เป็นคนพาล
อันนี้คนพาลภายใน เราอยู่ที่ไหน-มันก็อยู่ด้วย
นั่งด้วย-นอนด้วย ไปด้วย-มาด้วย
เข้าห้องน้ำ-ห้องส้วม…ติดตามไปเสมอ**
บัดนี้‘ปัณฑิตานัญ จะ’ ‘บัณฑิต’-ท่านก็แปลว่านักปราชญ์
**นักปราชญ์นั้นคือสติ ตัวสติก็ได้-ตัวปัญญาก็ได้-ตัวสมาธิก็ได้**
ไม่ใช่ว่าสมาธิแล้ว จะตั้งใจนั่งอยู่ที่นี่แหละ
อันนั้นก็ดีเหมือนกัน อันนั้นสมาธิอยู่ในถ้ำ-สมาธิอยู่ในที่มืด
อันที่ผมพูดให้ฟัง **บัณฑิตคือผู้ที่มีสติอยู่ทุกเมื่อ-ตื่นตัวอยู่ทุกเวลา
แม้จิตใจมันนึก-มันคิดขึ้นมาอะไร รู้เท่า-รู้ทัน รู้จักกัน-รู้จักแก้
รู้จักเอาชนะได้** นั้นเรียกว่าบัณฑิต
‘ปูชา จะ ปูชะนียานัง ควรบูชา’ พระพุทธรูปก็ดี บูชาบิดา-มารดาก็ดี
อันนั้นเป็นการบูชาวัตถุภายนอก
ถ้าหากพูดตามความจริงใจแล้ว *บูชาที่ตัวเอง-เคารพตัวเอง
การทำ-การพูด-การคิด เมื่อเราเคารพตัวเองแล้ว
อันนั้นแหละ เป็นการบูชาทั้งหมดในโลก
ในโลกนี้บูชาไปทั้งหมด เพราะการทำดี-พูดดี-คิดดี*
ท่านสอนอย่างนั้น
‘เอตัมมังคะละมุตตะมัง ๓ อย่างนี้ทำไปเถอะ-ใครอยู่ที่ไหนก็ไม่ผิด
เป็นสิริมงคลให้แก่บุคคลที่รู้-บุคคลที่เข้าใจ’ ท่านสอนเอาไว้
เราไปติดตำตับ-ตำรา เข้าไปในมุ้ง
อันที่ผมพูดว่าเข้าไปในมุ้ง-เข้าไปในถ้ำ คือเราไปติดอยู่ในกรงขังอันนี้
ผมก็เลยจับเอาคำพูดของท่านมหาประเสริฐพูดเมื่อวานนี้
หรือเมื่อก่อน-เมื่อไรนะ พูดกันเรื่องศีล แน่ะ!
ท่านก็เลยพูดว่า ‘ลูกบอลอยู่ในสนาม เตะเข้าไปในโกล’
ปุ๊บเดียว-เข้าไปเลย ท่านพูดอย่างนั้น
เมื่อรู้จักจุดนั้น เตะเข้าไป-ชู้ทเข้าไปในโกลก็ได้
ธรรมดาลูกบอลอยู่ในกลางสนาม-สนามหญ้านี่
เราลงไปเล่นสนามหญ้า-เตะฟุตบอลกัน
คนนั้นก็เตะไป-คนนี้ก็เตะมา
ชู้ทไป-ชู้ทมา ลูกบอลก็กลิ้งอยู่ในสนามหญ้า
ไม่มีเวลาที่จะเข้าโกลได้ เพราะต่างคนต่างเตะไป
หรือลูกบอลนั้นก็ไม่มีวันหยุด มันก็กลิ้งอยู่ตามสนามหญ้านั่นเอง
บัดนี้เราก็หยุดซะ-พากันหยุด ไม่เอาเท้า-ไม่เอาตีนเรานี่ไปเตะลูกบอล
ลูกบอลก็ไม่กลิ้ง-ไม่ไปที่ไหนเลย นี่เป็นอย่างนั้น
หรือเราจะจับลูกบอลเข้าไป ชู้ทเข้าไปในโกล-ในรูมันก็ได้
ถ้าจับเข้าไปชู้ทในโกล-ในรู ก็หมายถึงว่า
**เราต้องมาดูที่ใจของเรา มันมีทุกข์หรือมันมีสุข
เราก็ดูลงไปที่ตรงนี้ อันนี้เป็นวิธีปฏิบัติอย่างง่าย ๆ-ลัด ๆ**…”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
————————————————————————————————
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
※ อย่าหลงตน-อย่าลืมตัว ※
※ ※
※ อย่าหลงกาย-อย่าลืมใจ ※
※ ※
※ อย่าหลงชีวิต ※
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
รู้สึกตัว…รู้สึกกาย รู้สึกใจ
_/|\_ _/|\_ _/|\_


ใส่ความเห็น