รู้สึกกาย รู้สึกใจ 30 มีนาคม 2022

“…ตอนนี้แหละ ฟังให้มันดี ๆ

‘ฟังดี-ย่อมได้ปัญญา’ ท่านว่า

เมื่อนางสุชาดาเอาข้าวมาถวายนั้น

คงเข้าใจไปว่า ‘รูปสมณะนี้คงจะเป็นเทวดา’

นี้แหละเรื่องความเชื่อ-ความคิดเห็น

พระองค์ถามนางว่า

‘จะถวายแต่เฉพาะข้าว หรือถวายทั้งหมด’

นางสุชาดาก็ตอบว่า ‘ถวายทั้งหมด’

เมื่อฉันเสร็จแล้ว หรือจะว่าเสวยก็ได้-กินก็ได้

อันนี้มันเป็นสมมตินะ ให้เข้าใจ

พระองค์ก็หยิบเอาถาด หรือขันที่ใส่ข้าวมานั้น

ไปอธิษฐานที่ริมแม่น้ำว่า

‘ถ้าข้าพเจ้าจะฆ่ากิเลสตาย คลายกิเลสหลุด

ได้ตรัสรู้ธรรมเป็นพระอรหันต์ เป็นพระพุทธเจ้าได้จริง ๆ

ขอให้ถาดหรือขันนี้ที่วางลงบนผิวน้ำนี้

ลอยทวนกระแสของน้ำขึ้นไปจนถึงต้นน้ำโน้น

แต่ถ้าหากว่าจะไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้าจริง ๆ แล้ว

ขอให้ถาดหรือขันน้ำไหลไปตามกระแสของน้ำ’ ว่างั้น

เมื่อวางลงไป

ถาดหรือขันนั้นก็ลอยทวนกระแสของน้ำขึ้นไปถึงต้นน้ำจริง ๆ

และตามพุทธประวัติก็ว่า

‘เมื่อไปถึงต้นน้ำแล้ว ถาดขันใบนั้นก็จมลงไป

ถูกหัวพญานาคที่หลับอยู่ สะดุ้งตื่นขึ้นมา

พญานาคเลยรู้ว่า มีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้อีกองค์หนึ่งแล้ว

เสร็จแล้วก็เอาถาดขันนั้น

เรียงซ้อนกับถาดขันของพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ

อธิษฐานเป็นหมอนหนุนนอนหลับต่อไป’ ท่านว่าอย่างนั้น

ได้ยินมาตั้งแต่พ่อแม่ปู่ย่าตายาย-ท่านสอนมา

จากนั้นพระองค์ก็เสด็จขึ้นมาบำเพ็ญทางจิตอยู่ที่ใต้ต้นโพธิ์

เดี๋ยวนี้-ปัจจุบันนี้ เมื่อพูดถึงการบำเพ็ญทางจิตแล้ว

บางคนไม่พอใจ แต่บางคนก็พอใจ

พากันเข้าใจไปว่า ‘พระพุทธเจ้านี้เป็นผู้มีวาสนาบารมี

สร้างสมอบรมจิตมานานหลายกัป-หลายกัลป์แล้ว

จึงสามารถเอาถาดหรือขันนั้นไปลอยทวนกระแสของน้ำได้’

เข้าใจกันไปอย่างนั้น

ความจริงแล้ว เรื่องนี้ท่านสอนเป็นปริศนาธรรม

คนธรรมดาเรานี้ไม่เข้าใจ

ตัวอาตมาเองแต่ก่อนก็ไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจจริง ๆ

‘น้ำ’นั้น ท่านใช้เรียก‘กิเลส’

ความคิด-ความนึกที่มันคอยจะไหลไปทางข้างต่ำ

ไม่ใช่น้ำอย่างแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำโขง-แม่น้ำมูล

ไม่ใช่อย่างนั้น

กล่าวคือ พระองค์ทรงดำริว่า‘ทุกสิ่ง-ทุกอย่างนั้น

**เราก็ได้ทำมาหมดแล้ว แต่ก็ยังไม่พ้นทุกข์

ยังไม่ได้ทำก็แต่เฉพาะการกระทำทางจิตทางใจนี้เท่านั้น’

พระองค์ก็เลยมาคอยดูจิต-ดูใจที่มันนึกมันคิดขึ้นมา ท่านก็เลยรู้**

แปลว่า‘ทวนกระแสของความคิด’ หรือว่า‘ทวนกระแสของน้ำอันนี้’

ไม่ใช่ทวนกระแสของน้ำอันนั้น

*ความคิดนั้นมันร้อยอัน-พันเรื่อง

แต่ละวัน-แต่ละวันนี่ เราไม่รู้ว่ามันคิด

นั่ง-ก็คิด ยืน-ก็คิด เดิน-ก็คิด นอน-ก็คิด

ให้ว่ามันคิดอยู่อย่างนั้นตลอดเวลา-ไม่มีหยุด

คนก็เลยไม่รู้ว่าความคิดมันเป็นเรื่องอันใด-มาจากที่ใด ไม่รู้*

วิธีการที่จะทำให้รู้อย่างนั้นได้นั้น

พระพุทธเจ้าท่านก็สอนให้เราเจริญสติ

สติปัฏฐาน ๔ ได้แก่ กาย-เวทนา-จิต-ธรรม

คนมีปัญญานำไปปฏิบัติได้ทันที

‘สติ’นั้น-เราก็ยังไม่เข้าใจ เพราะเป็นภาษาบาลี

ท่านสอนว่า ‘ธรรมที่มีอุปการะมาก-มีคุณมาก’

ในทางปฏิบัติมันเป็นอันเดียวกัน

‘คือ สติ-ความระลึกได้ สัมปชัญญะ-ความรู้ตัว’

นี่แหละรวมความแล้วก็ว่า **‘รู้สึกตัว-ตื่นตัว รู้สึกใจ-ตื่นใจ’**

สำหรับคนผู้ที่ยังไม่เข้าใจ ท่านก็สอนเข้าไปอีกว่า

**‘ให้เรามีสติกำหนดรู้ในอิริยาบถทั้ง ๔ คือ ยืน-เดิน-นั่ง-นอน’

แต่เท่านั้นก็ยังไม่พอ ท่านยังสอนเข้าไปอีกว่า

‘ให้มีสติกำหนดรู้ในอิริยาบถย่อย

คู้-เหยียด เคลื่อนไหวโดยวิธีใด

ก็ให้มีสติเข้าไปกำหนดรู้’**

แล้วทีนี้พวกเรากลับไม่ทำตามอย่างนี้

พากันไปทำตามอย่างอื่น-วิธีอื่นเสีย

แต่ก็ยังพูดว่า ‘ตนทำตามพระพุทธเจ้า’

สิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนกลับไม่เอา-ไม่ฟัง

แล้วจะเป็นผู้รู้ตาม-เห็นตาม ได้อย่างไร ?!…”

หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

————————————————————————————————

※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※

※ อย่าหลงตน-อย่าลืมตัว ※

※ ※

※ อย่าหลงกาย-อย่าลืมใจ ※

※ ※

※ อย่าหลงชีวิต ※

※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※

รู้สึกตัว…รู้สึกกาย รู้สึกใจ

_/|\_ _/|\_ _/|\_

ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ


Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *