“…*ตอนที่ถึงที่สุดของทุกข์
เหมือนกับสำลีที่มันมีน้ำ สำลีที่มีน้ำ-เราบีบออก
สำลีมันจะคายน้ำจนหมดเลย
เหมือนกับผ้าที่สมัยนี้เขามี-ผ้าไนล่อนอะไร (นำ)ไปชุบน้ำ
แต่ผ้าน่ะ-มันไม่จูบ(ซับ)เอาน้ำเลย แต่ผ้า-น้ำก็ติด(ผ้า)ขึ้นมา
พอดียกขึ้น-น้ำมันจะไหลออกหมดเลย มันเป็นอย่างนั้น*
เหมือนกัน จึงว่า**มันหลุดแล้ว-สิ่งนั้นออกจากกันแล้ว
แต่มันก็อยู่ด้วยกันได้** เพราะว่าคนนี่มันต้องกินข้าวปลาอาหารได้
เรื่องอาหารใหม่-อาหารเก่านั้น จะทำให้เป็นอย่างนี้ไม่ได้
อาหารกินเข้าไปท้องแล้วนี่ จะทำให้หมดทุกข์ได้ ?-ไม่ได้
แต่อาหารยังไม่ได้กิน จะทำให้หมดทุกข์ได้ ?-ไม่ได้
เพียงแต่มาเลี้ยงร่างกายเท่านั้นเอง แต่ร่างกายนี้จะรู้อะไรไม่ได้
ดังนั้นอาหารใหม่-อาหารเก่านั้นน่ะ
จะมาทำให้รู้แจ้ง-เห็นจริง หลุดพ้นได้ ?-ไม่ได้
มันเป็นธรรมชาติของสัตว์ มันต้องเป็นอย่างนั้น
ดังนั้น การกินข้าวปลาอาหาร
ใครจะกินอันใดก็ได้-แต่**ขอให้ทำถูกต้อง**
ถ้าไม่กินข้าว-ทำไม่ถูกต้อง ก็ไม่รู้-ไม่หลุด
ถ้ากินข้าว-ทำไม่ถูกต้อง ก็ไม่รู้-ไม่หลุด
ไม่กินข้าว-ถ้าทำถูกต้อง ก็รู้-ก็หลุดได้
มันเหมือนกัน กินก็ได้-ไม่กินก็ได้
**ถ้าทำถูกต้องนะ มันก็ต้องรู้-ต้องหลุดได้**
ถ้าทำไม่ถูกต้อง กินก็ไม่ได้-ไม่กินก็ไม่ได้
เพราะเรื่องมันเป็นคนละเรื่อง
ดังนั้น**อันความรู้สึกตัวน้อย ๆ เนี่ยะ
มันเป็นผลที่พลอยได้ มันเป็นผลที่พลอยได้**
ดังนั้น เขาเปรียบเอาไว้
การตักบาตรครั้งเดียวได้ผลา ๖ กัป
อาตมาเคยเป็นเณร ไปอ่านหนังสือให้คนฟัง
ไปส่งอาหารพระตอนเช้า ได้ผลา ๕ กัป
ไปส่งอาหารตอนกลางวัน ได้ผลา ๔ กัป
กัปหนึ่งกว้าง ๑๐๐ โยชน์ ลึก ๑๐๐ โยชน์
๑๐๐ ปีของเมืองคนนะ จึงเป็นปีทิพย์ของเทวดา ๑ ปี
เทวดาจึงเอาเมล็ดงาไปทิ้งลงที่ในบ่อกว้าง ๑๐๐ โยชน์
ลึก ๑๐๐ โยชน์นั้น ให้ราบเตียนหมดแล้วนั้น
เป็น ๑ กัป ท่านว่าอย่างนั้น
บัดนี้เราไปใส่บาตรเพียงครั้งเดียว ได้ ๖ กัปบัดนี่
แล้วบัดนี้เอายากับกาพระ หรือยากาหม่อง(ตลับยาหม่อง)เนี่ยะ
เราตื่นมา เอา(เมล็ดงา)ไปทิ้งใส่(ตลับยาหม่อง)ทุกวัน
ตื่นมาจน(ถึงตอน)ตาย…ก็ไม่ได้-ไม่ได้เต็มเลย เป็นอย่างนั้นเนี้ยะ
เราไม่เข้าใจคำพูดสั้น ๆ อย่างนี้
แล้วเราไปตีปัญหม-ปัญหากันเป็นเรื่องอื่น
อันความรู้สึกตัวนี่แหละ
**อันกว้าง ๑๐๐ โยชน์ ก็หมายถึงเราไม่รู้สึกตัว-หรือโมหะนั่นเอง
มันมีโทสะ-โมหะ-โลภะ
บัดนี้เม็ดหมากงา คือรู้สึกตัวนี่เอง
เมื่อรู้เข้า-รู้เข้า-รู้เข้า ก็เลยรู้ทุกส่วน**
รู้ข้อมือ-รู้ข้อเข่า รู้ข้อศอก-รู้ข้อแขน รู้ไปทุกข้อทีเดียว
เมื่อรู้ทุกข้ออย่างนั้นนะ สมมติพูดนะ
มันจะรู้ลักษณะความเป็นมาอย่างนั้น-อย่างนั้น
ไม่ต้องไปเรียนพระไตรปิฎกก็ได้ เพราะมันมีในเรา
จึงมาศึกษาที่ตัวเรา กว้างศอก-ยาววา-หนาคืบนี้
มีพร้อมแล้ว ให้เราศึกษาได้ทุกอย่างทีเดียว
เมล็ดงา ก็หมายถึงความรู้สึก-หรือจะว่าสติก็ได้
อันมันกว้าง ๑๐๐ โยชน์
ก็หมายถึงเราไม่รู้สึกตัว เราเป็นคนประมาท
**คนประมาทนั้น ท่านจึงกล่าวเอาไว้ในตำราว่า
เหมือนกับคนตายแล้ว
ถึงจะมีชีวิตอยู่ก็เหมือนกับคนตายแล้ว ท่านว่า
เพราะว่ามันไม่รู้สึกตัวนี่ จะมีค่า-มีคุณอะไร ?**
จึงว่าเมืองคนดี-แต่เป็นคนไม่ดี ท่านว่าอย่างนั้น
เมืองคนดี-ต้องเป็นคนดี ก็คือรู้สึกนั่นเอง
คือเมล็ดงามันเต็มแล้ว นั่นแหละจึงว่าเป็นกัป-เป็นกัลป์ขึ้นมา
เรียกว่าพระศรีอริยเมตไตรย์จึงมาตรัสรู้ ท่านว่าอย่างนั้น
แต่เราก็เลยไปติดเอาตำรา-ตัวอาตมาเอง
พระศรีอริยเมตไตรย์มีอายุ ๘๐,๐๐๐ ปีแล้ว
จะมาเป็นมหากษัตริย์อยู่ ๔๐,๐๐๐ ปี
จะไปประกาศพุทธศาสนา ๔๐,๐๐๐ ปี
เราทำบุญ-ให้ทาน ปรารถนาอยากไปเกิดที่ตรงนั้น
แล้วมันจะไปเกิดได้ทำไม ? อันนั้นมันเป็นปุคคลาธิษฐาน
เรื่องสมมติเอามาพูดให้ฟัง จึงให้รู้จักสมมติจริง ๆ
พระแปลว่าผู้ประเสริฐ ศรีคืองาม
อริแปลว่าข้าศึก ยะแปลว่าพ้นไป
เรียกว่าพระศรีอริยเมตไตรย์ ลักษณะทั้งหมดนี้แหละ-รู้ได้
จึงว่า สิ่งนี้แหละเป็นสมบัติของพระอริยบุคคลก็ได้
สิ่งนี้แหละเป็นสมบัติของมนุสสภูโตก็ได้
สิ่งนี้แหละ เป็นสมบัติของมนุษย์ก็ได้
แล้วแต่จะสมมติพูดขึ้นมาเท่านั้นเอง
ดังนั้นการเจริญสติก็ดี-การเจริญสมาธิก็ดี-การเจริญปัญญาก็ดี
มันเป็นเพียงสมมติ ให้เรารู้ว่าสมมติ-อย่าไปติดสมมติ
ถ้า**คนใดไปติดสมมติ-แน่นปึ๊กอยู่กับสมมติ
แสดงว่าคนนั้นแหละ เรียกว่าวัฏฏสงสารยืนยาวนาน
สำหรับบุคคลผู้ที่ไม่รู้ธรรม หาบของหนักอยู่อย่างนั้นตลอดเวลา**
ดังนั้น เราจะวางภาระอันหนัก
ภาราหาเว ปัญจะขันธา-ขันธ์ทั้ง ๕ เป็นของหนัก
เราต้องรู้จัก(ว่า)ขันธ์ ๕ คืออะไร ?
**รูป-เวทนา-สัญญา-สังขาร-วิญญาณนี่เอง เป็นของหนัก
เราปล่อยเสียแล้วนี่ ปล่อยของหนักแล้ว
รูปไม่เป็นทุกข์ เวทนาไม่เป็นทุกข์
สัญญาไม่เป็นทุกข์ สังขารไม่เป็นทุกข์
วิญญาณจึงรู้สภาพไม่เป็นทุกข์นี่เอง วิญญาณจึงเป็นผู้รู้**
ไม่ใช่วิญญาณตายแล้วไปเกิดเมืองสวรรค์
ไม่ใช่วิญญาณตายแล้วไปเกิดนิพพาน
อันนั้นเอาไว้ก่อน **ต้องศึกษาลักษณะปัจจุบัน
ถ้าเราไม่ศึกษาลักษณะปัจจุบันแล้ว เราก็ไม่รู้ทุกข์
เมื่อเราไม่รู้ทุกข์ เราก็ขยับเข้าไปหาทุกข์นั่นเอง**…”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
————————————————————————————————
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
※ อย่าหลงตน-อย่าลืมตัว ※
※ ※
※ อย่าหลงกาย-อย่าลืมใจ ※
※ ※
※ อย่าหลงชีวิต ※
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
รู้สึกตัว…รู้สึกกาย รู้สึกใจ
_/|\_ _/|\_ _/|\_


ใส่ความเห็น