“…ตัวของผมเอง อันนี้ตัวของอาตมาเอง
เกิดมา พ่อ-แม่เล่าให้ฟังว่า‘เกิดวันนั้น-เดือนนั้น-ปีนั้น’
จำได้-แต่บางครั้งก็ลืม
ถามถึง ๒ ครั้ง-๓ ครั้ง ยังจำได้บางคำ
บางคำถามถึง ๔ ครั้ง ก็ยังจำไม่ได้นะ
อันนั้นไม่ใช่เป็นการเกิดในทางพระพุทธศาสนา
ไม่ใช่เกิดในทางความเป็นมนุษย์
ไม่ใช่เกิดความรู้-ความเห็น-ความเข้าใจ
ดังนั้นพวกเรามาที่นี่ วันนี้เป็นวันเสาร์ที่ ๘
อาตมาได้มาที่สำนักนี้ตั้งแต่เมื่อวันที่ ๒
มาถึงที่นี่ก็วันที่ ๒ ก็ยังไม่ได้พูดอะไรให้ฟัง
วันที่ ๓ ก็พูดให้ฟัง วันที่ ๔-ที่ ๕-ที่ ๖-ที่ ๗
วันนี้เป็นวันที่ ๘ ก็ถือว่าจะเป็นการพูดเพื่อทำความเข้าใจ
ให้เราเอาไปใช้กับชีวิตของเราได้ทุกเพศ-ทุกวัย
แม้จะเป็นเพศหญิงก็ใช้ได้ เป็นเพศชายก็ใช้ได้
เป็นเพศบรรพชิตหรือสมณะ หรือเป็นเพศพระ-เพศเณร
จะว่ายังไงก็ได้-เป็นเรื่องสมมติ ก็เอาไปใช้ได้
**ธรรมะจึงมีอันเดียวเท่านั้น
มีอันเดียว-คือรู้กับชีวิตตัวเองนี้เอง เรียกว่า‘ธรรมะแท้’
ถ้าไม่รู้กับชีวิตตัวเองแล้ว
อันนั้นก็เป็นความรู้แก้ปัญหาไม่ตก เป็นความรู้ของอวิชชา**
ดังนั้นการปฏิบัติธรรมะ
แบบที่หลวงพ่อหรือผมนำมาเล่าสู่ฟังวันนี้นั้น
มันเป็นวิธี-(กล)ไกชนิดหนึ่ง หรือเป็นนโยบายชนิดหนึ่ง
เรียนรู้ก็ได้ ไม่เรียนรู้ก็ได้
แต่ให้มั่นใจว่า *(เรื่อง)การกระทำนั้น-ทำเป็นทุกคน
ทำไมจึงว่าทำเป็นทุกคน เพราะ(ทุกคน)มันมีการเคลื่อนไหว
พลิกมือขึ้น-รู้สึก คว่ำมือลง-รู้สึก
อันนี้เรียกว่า‘สติ-รู้สึก’*
ไม่ใช่สติกำหนดรู้นะ
ถ้ากำหนดลงไปแล้ว มันหนัก-มันติด-มันยึด
ถ้ากำหนดรู้แล้ว-มันเพ่ง แน่ะ!
คำว่าเพ่ง…มันติด-มันยึด มันลงตัวเดียว
**เอาเบา ๆ เราเคลื่อนไหวโดยวิธีใดก็ตาม-ให้มันรู้
เรียกว่า‘สติ-สติรู้’ เรียกว่า‘สติปัฏฐาน ๔’**
คำว่า‘สติปัฏฐาน ๔’ ในตำรา
และครูบาอาจารย์เคยเล่าให้ฟังว่า
‘ต้องมีสติเข้าไปกำหนดรู้กายในกาย’ ท่านสอน
มีสติเข้าไปกำหนดรู้กายในกาย
สติปัฏฐาน ๔ ข้อที่ ๒
‘ให้มีสติเข้าไปกำหนดรู้เวทนาในเวทนา’ ท่านว่าอย่างนั้น
ข้อที่ ๓ ท่านว่า ‘ให้มีสติเข้าไปกำหนดรู้จิตในจิต’
เรียกว่า‘จิตตานุปัสสนา’
ข้อที่ ๔ ท่านว่า ‘ให้มีสติเข้าไปกำหนดรู้ธรรมในธรรม’
คือ‘ธรรมมานุปัสสนา’นั่นเอง
อันนั้นมันตำราพูด แต่มันดีแล้ว-ตำรานั่น…เอาไว้ที่นั้นแหละ
แต่เรามาศึกษาวิธีลัด ๆ
ไม่ต้องกำหนดว่าเวทนา หรือว่ากายอะไรก็ตาม
*ความรู้นั้น-มันรู้มาเอง เพราะมันมีแล้วนี่-มันมีแล้ว*
เราเคลื่อนมือ จะเคลื่อนวิธีใดก็ตาม
แต่เรามาทำเป็นจังหวะ เป็นจังหวะ-เป็นจังหวะ
เพราะคนมันเป็นจังหวะ มีข้อมือ-ข้อศอก-ข้อแขน
มันเป็นจังหวะ เป็นส่วน-เป็นส่วนของมัน
ให้มันไปตามจังหวะของมัน เช่น(กะ)พริบตาก็ตาม
**ไม่ต้องหลับตา-อันนี่ ไม่ฝืนธรรมชาติจริง ๆ
ศึกษากับธรรมชาติจริง ๆ อันนี้ เพราะธรรมชาติมันมีอย่างนั้น
ต้องศึกษาเข้าไปกับตัวธรรมชาติมันจริง ๆ จึงว่ารู้ของจริง
รู้ของจริงอันนี้ ไม่เปลี่ยนแปลง-ไม่แปรผันจริง ๆ
คงที่ถาวรตลอดมา เป็นอย่างนั้น**
คนเกิดมา-สัตว์เกิดมา
เกิดแล้ว-หลุดออกจากท้องแม่มาแล้ว มันต้องเป็นอย่างนั้น
มันต้องมีการเคลื่อน-การไหว เปลี่ยนแปลงอยู่อย่างนั้น
เราก็เลยมารู้อันนั้นแหละ สิ่งนี้แหละคือรูป
รู้เอง-ไม่ต้องเรียนกับใครก็ได้ แต่ทำให้มันถูก
ถ้าไม่ถูก-ไม่รู้
เหมือนกับลูกกุญแจ-เอาไปซุกเข้าในรูมัน แต่มันเข้ากันได้
(ถ้า)ไม่ใช่ลูกของมัน มันก็บิดไม่ออก
ถ้าเป็นลูกของมัน ซุกเข้า-เอาไปสอดเข้า
ซุกเข้ากับสอดเข้า-เป็นคำเดียวกันไหม ?
หรือเป็นยังไงหลวงพ่อไม่รู้ความหมาย
เอาซุกเข้าหรือสอดเข้า ? (ผู้ฟังตอบว่าสอดเข้า)
สอดเข้านะ หรือเอาสอดเข้ากับซุกเข้าเป็นคำเดียวกันนะ
บ้านหลวงพ่อเรียกว่า‘ซุกเข้า’ เอาสอดเข้าแล้วบิดเบา ๆ
ถ้าเป็นตัวของมัน-ลูกของมันจริง ๆ บิดเบา ๆ-ออกเลย
อันนี้ก็เหมือนกัน ถ้าทำถูกต้องแล้ว-ต้องรู้อย่างนี้
**อย่าไปว่ากำหนดรู้ เพียงเอารู้-รู้เฉย ๆ รู้เบา ๆ
อันนี้เรียกว่า‘สติ’ก็ได้ เรียกว่า‘ความรู้สึก’ก็ได้**
หรือว่า‘ความฮู้เมื่อ(ความรู้สึกตัว)ก็’ได้
จะว่ายังไงก็ได้-ไม่ต้องว่าสติก็ได้ ว่ารู้สึกนั้นก็พอ-**ให้รู้**
**คว่ำลง-ให้รู้ ยกไป-ให้รู้ เอามา-ให้รู้
มันหยุด-ให้รู้…ไม่ใช่ว่ารู้ไปเรื่อย ๆ ไปไหน-ไปไหน
คือมันหยุด-ก็ให้รู้ทันที มันไหวไป-ก็ให้รู้ทันที
นี่เรียกว่าความรู้สึกตัว-ตื่นตัว รู้สึกใจ-ตื่นใจ**…อันนี้ …”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
————————————————————————————————
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
※ อย่าหลงตน-อย่าลืมตัว ※
※ ※
※ อย่าหลงกาย-อย่าลืมใจ ※
※ ※
※ อย่าหลงชีวิต ※
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
รู้สึกตัว…รู้สึกกาย รู้สึกใจ
_/|\_ _/|\_ _/|\_


ใส่ความเห็น