“…พวกเราคงเคยได้ยิน-ได้ฟังกันมาแล้วว่า
พระพุทธเจ้าทรงเคยปฏิบัติโดยวิธีทรมานพระองค์มาก่อน
แล้วทรงเห็นว่า*เป็นวิธีที่ผิด* จึงได้เลิกทำทุกรกิริยา
และต่อมาก็ทรงฉันข้าวที่นางสุชาดาจัดมาถวายพระองค์
‘จะถวายเฉพาะข้าว หรือถวายรวมทั้งถาดและขันด้วย’
นางก็ตอบว่า ‘ถวายทั้งหมด’
เมื่อพระองค์ฉันเสร็จแล้ว จึงเอาขันไปอธิษฐานที่ริมแม่น้ำว่า
‘ถ้าพระองค์จะได้บรรลุธรรม
ขอให้ขันที่วางลงบนผิวน้ำ ลอยทวนกระแสของน้ำขึ้นไป’
ข้อความเหล่านี้เป็นบุคลาธิษฐาน
คือ เอาสิ่งที่เป็นรูปธรรมเป็นข้อเปรียบเทียบเท่านั้น
ไม่ใช่พระพุทธเจ้าเอาขันไปลอยน้ำ
แล้วขันลอยทวนกระแสของน้ำขึ้นไปจริง ๆ
‘ถาดขัน’ในที่นี้ ก็คือธาตุขันธ์-คือจิตใจ
‘น้ำ’ คือกิเลส
**การบำเพ็ญทางจิตของพระองค์เป็นการกระทำที่ยาก
เปรียบได้กับการทวนกระแสน้ำ
คือ พระองค์ไม่ได้ปล่อยจิตใจไปตามกิเลส
‘กระแสน้ำ’ คือกระแสความคิด
การไปตามกิเลสนั้นง่าย
ทุกคนไปตามกิเลสอยู่แล้ว จึงได้รับแต่ความทุกข์
พระองค์ได้ปฏิบัติโดยทวนกระแสของกิเลส เพื่อดับทุกข์
โดยการเฝ้าดูจิตใจ
เห็นจิตใจของพระองค์เองที่กำลังนึก-กำลังคิด
พอคิดขึ้นมา มันอยากทำตามที่ตาเห็น
จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รส กายถูกสัมผัส
พระองค์เห็นว่าความคิดนั้นเป็นกิเลส
การปฏิบัติ(นั้น) พระองค์ก็ทวนกระแสของความคิด
คือ ไม่ทำไปตามความคิดที่อยากจะทำ
พระองค์ปฏิบัติอย่างนี้แหละ ญาณจึงได้เกิดมีขึ้นในพระองค์
และได้สำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า**
สิ่งที่พระพุทธเจ้าชี้บอกให้พวกเราปฏิบัติคือ
**‘ให้เอาสติมากำหนดรู้ความคิด
มาคอยดูที่จิต-ที่ใจของตัวเอง
คิดอะไรขึ้นมา ต้องรู้-ต้องเข้าใจ
มันจะได้ไม่ถูกปรุงแต่งต่อไป’
พอคิดอะไรวูบขึ้นมา เราก็เอาสติเข้าไปดู
ความคิดนั้นก็จะหยุดไปเอง**
ในการปฏิบัติธรรมะ
*สิ่งที่ควรระวัง คือความรู้ที่รู้ออกนอกตัวไป
ความรู้ชนิดนั้น ได้แก่ วิปัสสนูปกิเลส
เมื่อเรามีความรู้อย่างนั้น มันจะเกิดปีติ-ดีใจขึ้นมา
ปีตินี้ เรียกว่า‘มืดสีขาว’
เป็นความรู้ที่ผิด เราอย่าไปติดปีติ*
**เมื่อปฏิบัติต่อไปจนถึงที่สุด จนได้เห็นความคิดของเราเอง
เห็นไปถึงสมุฏฐาน-ต้นเหตุของความคิด
นั่นคือ ได้เห็นอาการเกิดดับ-มันขาดสูญออกไป**…”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
————————————————————————————————
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
※ อย่าหลงตน-อย่าลืมตัว ※
※ ※
※ อย่าหลงกาย-อย่าลืมใจ ※
※ ※
※ อย่าหลงชีวิต ※
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
รู้สึกตัว…รู้สึกกาย รู้สึกใจ
_/|\_ _/|\_ _/|\_


ใส่ความเห็น