รู้สึกกาย รู้สึกใจ 11 กุมภาพันธ์ 2002

ตอบคำถามผู้ปฏิบัติธรรม

ถาม : ตอนที่เราเห็นความคิด ความคิดก็หยุด

ดังนั้นการเห็น-การรู้พระไตรลักษณ์

คือเห็นอนิจจัง-ทุกขัง-อนัตตา เห็นตอนไหน

เห็นตอนที่เห็นความคิด หรือตอนก่อนหน้า

หรือตอนที่คิดเอา ?

ตอบ : อันนั้นไม่ใช่เห็นด้วยญาณปัญญา

คือเห็นด้วยความคิด รู้จำ-รู้จัก…ยังไม่รู้แจ้ง-ไม่รู้จริง

*ต่อเมื่อรู้แจ้ง-รู้จริงแล้ว จะไม่ถามใครทั้งหมดเลย*

ถาม : เกี่ยวกับเจตนาที่จะทำอะไร ทำกรรม

ใครคนใด-คนหนึ่งว่าเรา อะไรไม่ดี

ก็จะตีเขา คือการตั้งใจ

ตอบ : ทำชั่ว-ผิดทั้งนั้น คือเราไม่เห็นมนุษย์

คือเรายังไม่รู้จักความเป็นมนุษย์

คนเจตนาตีคน-เจตนาฆ่าคน อันนั้นไม่ใช่มนุษย์

รู้จักแต่เพียงสมมติ

ไม่รู้จักปรมัตถ์-ไม่รู้จักอรรถ-ไม่รู้จักอริยะ

คือคนเกิดเพียงคน ไม่ใช่มนุษย์

เกิดขึ้นเป็นคน เมื่อมาเป็นสภาพสภาวะของคน

เป็นคนทุกคนแล้ว

อันนั้นเรียกว่าเขากับเราเป็นคนเดียวกัน

คือเป็นมนุษย์

บัดนี้ *เมื่อเราเห็นสภาพสภาวะ

ความทุกข์และสุขของทุกคน

เราจะไม่ต้องการให้ใครเป็นทุกข์

เราจะช่วยกันให้ได้อยู่ด้วยกัน(โดย)ไม่มีทุกข์

อันนั้นเรียกว่าความเป็นอริยบุคคล*

เรียกว่าคนกับปุถุชนจึงไม่เหมือนกัน

คน ปุถุชน มนุษย์ และอริยบุคคล

เรียกว่าสมมติบัญญัติ-ปรมัตถบัญญัติ

อรรถบัญญัติ-อริยบัญญัติ

บัญญัติคือข้อ

เราไปรู้เพียงสมมติเท่านั้นเอง สมมติ-ออกไม่ได้

ถาม : เขาคิดว่าการที่คนเรามีชีวิตอยู่ทุกวันนี้

เพียงสัมพันธ์กับผู้อื่น

ทางจริยธรรมหรือทางคุณงามความดี

เช่น สมมติว่าคิดไม่ดีกับผู้อื่น เมื่อคิดแล้วก็หยุด

ขอความเห็นหลวงพ่อเรื่องนี้

ตอบ : คือตอนนี้มาพูดกันอย่างนี้

คือมีสมมติบัญญัติ แล้วก็มีปรมัตถบัญญัติ

แล้วก็มีอรรถบัญญัติ แล้วก็มีอริยบัญญัติ

*คนเกิดขึ้นมามีหน้า-มีตาเป็นคน

จิตใจบางทีเป็นสัตว์ก็ได้ เป็นคนก็ได้ เป็นมนุษย์ก็ได้

เป็นพระอริยบุคคลก็ได้ แต่ในคน ๆ เดียวนั้น*

ถาม : เมื่อผมจะให้เงินขอทาน ผมรู้ความคิดที่จะให้นั้น

ผมเห็นความคิดที่จะให้นั้น เรียกว่าปัญญาไหม ?

ตอบ : นี้ไม่เรียกว่าปัญญา เรียกว่ารู้จำ

คืออย่างนี้ ทุกลัทธิ-ทุกศาสนาสอนให้คนเป็นพระ

ไม่ใช่สอนให้เราไปโต้เถียง

คือสอน*ให้ดูจิต-ดูใจของเรา*

ว่าเราจะพูดอะไร-มาจากใจ ดังนั้นจึงว่าทุกคนมีใจ

ก่อนจะทำ-ก่อนจะพูด มาดูใจเรา

**ตัวจิตใจ-ตัวชีวิตจริง ๆ นั้น

มันไม่เกลียดใคร-ไม่ได้รักใคร**

ที่มันเกลียด-มันรักนั้น พระทั้งหลาย-จะเป็นพระเยซู

จะเป็นพุทธศาสนาก็ตาม เป็นใคร ๆ ก็ตาม

ท่านว่ากิเลสเกิดขึ้นแล้ว ท่านจึงสอนให้ดูใจ

ขั้นต้นคือทำลายโทสะ-โลภะ

เมื่อทำลายโทสะ-โลภะ-โมหะแล้ว

เวทนา-สัญญา-สังขาร-วิญญาณยังมีอยู่

เวทนา-สัญญา-สังขาร-

วิญญาณบริสุทธิ์มีอยู่ ไม่มีทุกข์

ท่านยังให้มองดูต่อไป มันจะเห็นกิเลส

กิเลสคือดีใจ-เสียใจ พูดอย่างนี้

กิเลสคือเราชอบอันนี้ เอานี้ให้คน

ไม่ใช่ว่าไม่เป็นกิเลส คือเราชอบคน-เราให้

เป็นให้ด้วยกิเลส ไม่ได้เอาให้เฉย ๆ

**พระคือความเฉย ๆ

พระแปลว่าผู้สอนให้เขาเห็นกันเฉย ๆ**

ถาม : ในการให้ มักจะโยงถึงเรื่องความเมตตา-กรุณา

ถ้างั้นความกรุณาอยู่ตรงไหน

เมตตาอยู่ที่ตรงไหนครับ ?

ตอบ : มันเป็นความหมายที่พูด

มันไม่ใช่ธรรมะ-มันเป็นสังคม

ถาม : ถ้าเราไม่มีความเมตตา-กรุณาเสียแล้ว

จะเอาแรงที่ไหนมาทำความงาม-ความดีให้เพื่อน ?

ตอบ : อันนี้เป็นชั้นต้น ๆ

พื้นฐานการสร้างคุณธรรมของโลก

ถาม : ถ้าอย่างนั้น ในกรณีที่หลวงพ่อ

พยายามจะช่วยพวกเราให้เข้าใจ-ให้พ้นทุกข์

มันไม่ใช่ความเมตตา-กรุณาของหลวงพ่อหรือครับ ?

ตอบ : ไม่ใช่เมตตา…คือจะเอาได้-ก็ให้ ไม่ได้ก็แล้วไป

คือเราไม่ได้เจตนาว่าคนนั้นไม่ได้-จะเสียใจ

คนนั้นไม่ได้-จะดีใจ

สมมติให้ฟัง สมมติคนตกน้ำ-เราไปเห็นคนตกน้ำ

เราไม่(ได้)คิดสงสาร เรากระโดดจะช่วยเลย

โดยไม่คิดอะไร เราก็โดดไปช่วยเฉย ๆ

ทดลอง-ถ้าเราเห็นคนตกน้ำ

เรากระโดดเลย-ไม่คิดอะไร

ถาม : การที่คน ๆ นั้นเห็นคนตกน้ำ

แล้วกระโจนลงไปช่วยทันทีนั้น

มันเป็นผลของทางสังคม ถูกสอนให้เมตตา

หรือว่าธรรมชาติของเขา ?

ตอบ : มันเป็นธรรมชาติของเขาอยู่แล้ว ไม่ว่าใคร ๆ ทั้งสิ้น

เรียกว่า**มาดูใจเรา สอนให้ดูใจ**

ขณะที่เรากระโจนไปช่วยคน เราไม่ได้ดูใจ

แต่มันเป็นธรรมชาติอย่างนั้น

**ตัวความปกติของคน-มันมีอยู่

แต่เราไม่เคยมาดูที่ตรงนี้ เลยวิ่งไปหาทางอื่น

ก็เลยไม่ได้รับความสงบ**

ตอบโดย หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

————————————————————————————————

※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※

※ อย่าหลงตน-อย่าลืมตัว ※

※ ※

※ อย่าหลงกาย-อย่าลืมใจ ※

※ ※

※ อย่าหลงชีวิต ※

※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※

รู้สึกตัว…รู้สึกกาย รู้สึกใจ

_/|\_ _/|\_ _/|\_


Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *