“…เรามารวมกันฟัง*ข้าพเจ้าพูดเรื่องความจริงหรือสัจธรรม
ข้าพเจ้าจะนำมาเล่าในวันนี้ ที่ข้าพเจ้าได้มีประสบการณ์และปฏิบัติมา
ผลที่ข้าพเจ้าได้รับคือหมดทุกข์*
ท่านทั้งหลายมาที่นี้ คงจะต้องการสิ่งที่ไม่มีทุกข์เหมือนกันกับข้าพเจ้า
**ความจริง-ทุกข์นั้นไม่มี เราไม่รู้เท่านั้นเอง
ในขณะนี้ ท่านทั้งหลายฟังข้าพเจ้าพูดในขณะนี้
ไม่มีความโกรธ-ไม่มีความโลภ-ไม่มีความหลง
ลักษณะหรือภาวะจิตใจของคนทุกชาติ-ทุกภาษา เป็นเช่นนี้**
วันนี้จึงมาแสดงให้ท่านได้ฟัง ให้ท่านผู้ฟังจดจำเอาไว้นำไปปฏิบัติ
ข้อแรก วิธีทำความรู้สึกตัว
คนเรามักเข้าใจผิดที่ตรงนี้ จึงไปหาความสงบไม่พบ
เพราะข้าพเจ้าก็ทำเช่นนั้นมา
ต้องการความสงบ แต่ไม่รู้ความสงบอยู่ที่ตรงไหน
**ความสงบแบบที่ข้าพเจ้าจะนำมาเล่าสู่กันฟัง
คือความสงบจากความไม่สงบ สงบจากความสงสัย**
ทำความเข้าใจอย่างถูกต้อง
ข้อแรก *เมื่อทำความรู้สึกตัวแล้ว
เราจะรู้สมมติขึ้นทุกสิ่ง-ทุกอย่างในโลก
เพราะความรู้สึกตัว มันทำให้เกิดปัญญา*
ปัญญาจึงมีอยู่ ๔ ระดับด้วยกัน
ปัญญาที่เกิดขึ้น ๑. ความจำ ๒. รู้จัก ๓. รู้แจ้ง ๔. รู้จริง
ปัญญาเกิดขึ้นมี ๔ ระดับ
ปัญญาเกิดขึ้นคือ ๑. รู้ความจำ ๒. รู้จัก ๓. รู้แจ้ง ๔. รู้จริง
เพราะมันมีอยู่ในคนทุกคน
การรู้ธรรมก็มีอยู่ ๔ ระดับด้วยกัน คือ
๑. รู้สมมติสัจจะ ๒. รู้ปรมัตถสัจจะ
๓. รู้อรรถสัจจะ ๔. (รู้)อริยสัจจะ
นี้ทำให้เป็นอริยบุคคลได้ทุกชั้น-ทุกภาษา
ขั้นต้น เรียกว่าเป็นพระโสดาบันบุคคล ขั้นที่ ๒ เรียกสกิทาคามีบุคคล
ขั้นที่ ๓ เรียกอนาคามีบุคคล ขึ้นที่ ๔ เรียกว่าอรหันตบุคคล
บัดนี้การปฏิบัติขั้นแรก-ให้รู้วัตถุ ขั้นที่ ๒-ให้รู้ปรมัตถ์
ขั้นที่ ๓-ให้รู้ภาวะอาการเปลี่ยนแปลงของจิตใจได้
เป็นอริยบุคคล เพราะการเห็นแจ้งสมุฏฐานของโทสะ
รู้แจ้งสมุฏฐานของโมหะ รู้แจ้งสมุฏฐานของโลภะ
แล้วก็รู้แจ้งสมุฏฐานของเวทนา รู้แจ้งสมุฏฐานของสัญญา
รู้แจ้งสมุฏฐานของสังขาร รู้แจ้งสมุฏฐานของวิญญาณ
ขั้นนี้เรียกว่ารู้แจ้ง-รู้จริง ไม่ใช่รู้จำ-ไม่ใช่รู้จัก
รู้ด้วยญาณของปัญญา เกิดขึ้นด้วยการเจริญสติ
ที่เรียกว่าเป็นอริยบุคคลขั้นต้น ๆ
ต่อไปให้เอาสติดูจิต-ดูใจ ปัญญาจะเกิดขึ้น
เรียกว่าขั้นที่ ๒ จะรู้สมุฏฐานของกิเลส-รู้สมุฏฐานของตัณหา
รู้สมุฏฐานของอุปาทาน รู้สมุฏฐานของกรรม
อันนี้เป็นการรู้แจ้ง-รู้จริง พ้นไปจากสภาวะรู้จำ-รู้จัก
รู้เพราะการเจริญสติ หรือเจริญความตื่นตัว
ขั้นต่อไป เอาสติมาดูจิตใจของเราเอง
มันนึก-มันคิดอะไร…ให้รู้เท่า-รู้ทัน รู้จักกัน-รู้จักแก้
รู้จักเอาชนะความคิดปรุงแต่งได้ ศีลปรากฏขึ้นภายในจิตใจ
ไม่ใช่คนรักษาศีล แต่ศีลรักษาคน
ศีลแปลว่าปกติ เมื่อจิตใจนึกคิดผิดปกติ-รู้คิดทันที
อันนี้เรียกว่า ศีลรักษาคน
คนรักษาศีล ไม่รู้ปรากฏของจิตใจนึกคิด
ศีลจึงเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างหยาบ
เพราะทำลายโทสะ-โมหะ-โลภะให้หมดไป
ศีลจึงปรากฏ ศีลจึงเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างหยาบ
สมาธิจึงเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างกลาง
กิเลสอย่างกลางคือติดอารมณ์สงบ
อันนี้ข้าพเจ้าทำมาแล้ว เพราะหลงผิด
ความสงบอย่างข้าพเจ้าไปนั่งดูลมหายใจ มันสงบแบบใต้โมหะ
เพราะข้าพเจ้ายังไม่รู้ความสงบคราวนั้น
บัดนี้ข้าพเจ้ารู้ความสงบ
ความสงบคือความเห็นแจ้ง-ความรู้จริง-ความเข้าใจจริง ๆ
สิ่งนั้นไม่ใช่ทางที่จะให้เราสงบ เข้าใจอย่างนั้น
สงบแบบข้าพเจ้าพูด ทุกคนทำได้
เมื่อเรารู้สมุฏฐานของความหลงผิดแล้ว
เป็นครูโรงเรียน ไปสอนนักเรียนก็ได้
เป็นคนซื้อ-คนขาย ซื้อ-ขายก็ได้
เป็นพ่อบ้าน-แม่เรือนก็ได้เช่นกัน เพราะอยู่กันด้วยความสงบ
ทำการงานอะไร ๆ ก็สงบทั้งนั้น เพราะเรารู้สมุฏฐานของความหลงผิด
อันนี้เรียกว่าเรารู้ความสงบจริง ๆ ไม่ใช่ไปนั่งสงบ ๆ
อยู่ในสังคม ความคิดปรุงแต่งมันเกิดขึ้น-สมาธิรู้ทันที
สมาธิ ไม่ได้หมายถึงการไปนั่ง
สมาธิ หมายถึงตั้งใจดูจิตใจของเรา-ดูการงานของเรา
อันนี้เรียกว่าสมาธิ รู้อย่างนี้
บัดนี้ ปัญญากำจัดกิเลสอย่างละเอียด
ที่พูดนี้ คือศีลเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างหยาบ
สมาธิเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างกลาง
ปัญญาเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างละเอียด
กิเลสอย่างละเอียด คือเราเห็นสมุฏฐานของความคิด
คือมันเกิดขึ้นมา เราทำอะไรขณะนี้-เวลานี้
เพราะเรามีปกติวาจาและจิตใจ
เมื่อสิ่งนี้พร้อมรวมตัวกัน
จะมีญาณชนิดหนึ่งเกิดขึ้นแก่ผู้ที่เจริญสติ
มันจะสะบั้นขาดออกจากตัวบุคคล
ที่ตัวบุคคลที่กระทำจะรู้เองในบุคคลที่กระทำ
เหมือนกับท่านทั้งหลายที่นั่งอยู่นี้ ยังไม่มีญาณ
แต่ความไม่ทุกข์-ไม่สุข มีอยู่แล้ว
เมื่อไม่มีญาณ-เราก็เลยไม่รู้ ก็ต้องไปหาความสงบ
ความสงบคือที่เรานั่งกันอยู่เดี๋ยวนี้
ไม่มีความอิจฉาริษยา เบียดเบียน
ไม่มีการจองเวร-อาฆาตใครทั้งหมด…”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
————————————————————————————————
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
※ อย่าหลงตน-อย่าลืมตัว ※
※ ※
※ อย่าหลงกาย-อย่าลืมใจ ※
※ ※
※ อย่าหลงชีวิต ※
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
รู้สึกตัว…รู้สึกกาย รู้สึกใจ
_/|\_ _/|\_ _/|\_


ใส่ความเห็น