“…*พระพุทธเจ้าท่านสอนเอาไว้ว่า
‘ทุกข์ให้กำหนดรู้-สมุทัยต้องละ-มรรคต้องเจริญ-นิโรธทำให้แจ้ง’
พวกเราพูดกันติดปากมานานแล้ว
แต่ไม่เข้าใจว่าทุกข์กำหนดรู้อย่างไร ?*
เคลื่อนไหวไป-มา ให้มันรู้’
เช่น ก้มลง-เงยขึ้นมา…มันทำได้
พลิกมือขึ้น-คว่ำมือลง…มันทำได้**
(สิ่งเหล่านี้)คนอื่นมองเห็น
บัดนี้ มันคิดปุ๊บขึ้นมา
ถ้าเราไม่มีญาณปัญญา หรือปัญญาของเรายังไม่แข็งแรง
หรือปัญญายังไม่แหลมคม เราก็เข้าไปในความคิด
มันก็รู้เรื่องนั้น-เรื่องนี้
แต่พอ**เรามาเจริญสติโดยการสร้างจังหวะ
เคลื่อนไหวเพื่อให้มีสติ (ให้มี)ความรู้สึกตัวมากขึ้น ๆ
เช่น พลิกมือขึ้น-รู้สึก เป็นต้น
พอมันคิดขึ้นมา เรามาอยู่ที่ความรู้สึกตัว
ความคิดมันก็หยุดไป มันก็หายไป-จางไป
ความคิดจะสั้นเข้า-สั้นเข้า
พอมันคิดเรื่องอะไรขึ้นมา ก็ให้รู้มัน-เห็นมัน
แล้วให้สติกลับมาอยู่ที่การเคลื่อนไหวของกายนี้เอง
อันนี้แหละ ‘ทุกข์ต้องกำหนดรู้’
‘สมุทัย(คือ)เหตุให้เกิดทุกข์-ต้องละ’
ทำอย่างนี้ มันละได้จริง ๆ
‘มรรคต้องเจริญ’ เจริญก็(คือ)ทำบ่อย ๆ-ทำมาก ๆ
‘นิโรธทำให้แจ้ง’…เพราะทำถูกจุด ก็รู้แจ้ง-เห็นจริง**
ดังนั้น *‘วิปัสสนากัมมัฏฐาน’ กับ ‘สมถกัมมัฏฐาน’
จึงแยกทางกันเดิน*
เมื่อคนใดทำสมถกัมมัฏฐาน ได้ความสงบหรือนิมิตต่าง ๆ
ครูอาจารย์สอนให้นั่งเงียบนิ่งอยู่ ไม่กระดุกกระดิก
ก็เรียกว่า‘สงบ’ มันสงบอยู่แบบนั้น
เหมือนกับที่เรามีโรคทางเนื้อหนัง หรือทางใดก็ตามเถิด
กินยาระงับ-ยาแก้ปวด หาย
หมอเอายามาให้กิน ก็หายไปชั่วคราว
แต่โรคมันยังไม่หาย เป็นการระงับไว้ชั่วคราวเท่านั้นเอง
แล้วก็เป็นใหม่อีก เมื่อยาหมดฤทธิ์
ส่วนวิปัสสนากัมมัฏฐานนั้น
มันต้องผ่าตัดเอาเนื้อร้ายออกไปทิ้ง
สมมติเราเป็นโรคที่นิ้วมือ มันจะลุกลามเข้าไปในส่วนลึก
ก็ให้ตัดนิ้วนั้นทิ้ง ท่านว่าอย่างนั้น
วิปัสสนากัมมัฏฐาน ตรงกันข้ามกับสมถกัมมัฏฐานอย่างนี้เอง
คนที่เคยนั่งสงบ
พอบอกให้พลิกมือขึ้น ยกมือไป-ให้มีความรู้สึก
เขาไม่ชอบ ชอบนั่งสงบจิต-สงบใจอยู่อย่างนั้นเอง
มันสงบดี แต่มันตรงกันข้าม
มันเป็นปฏิปักษ์ซึ่งกันและกันกับวิปัสสนา
*คนทำสมถกัมมัฏฐานนั้นชอบนั่งให้สงบ
และคิดว่าตัวเองได้ทำวิปัสสนา
เมื่อนั่งสงบจิตสงบใจแล้ว ก็มาพิจารณาทุกขัง-อนิจจัง-อนัตตา
อันนั้นมันเป็นการพิจารณา นึกคิดเอาเอง
ไม่ใช่สัญญาที่กล่าวถึง เป็นสัญญาจากการพิจารณาเอา
สัญญาจากการศึกษาเล่าเรียน จากการอ่าน-การฟัง
สัญญาอย่างนั้นไม่สามารถจะทำให้ญาณวิปัสสนาเกิดขึ้นมาได้
เกิดขึ้นไม่ได้จริง ๆ
ปัญญาก็ไม่รอบรู้จริง ๆ เพราะเกิดจากการพิจารณาเอาเอง*
ฉะนั้น **การทำความรู้สึกนี่แหละ
มันจะทำให้ญาณปัญญาเกิดขึ้น ทำให้ปัญญารอบรู้-รู้สึกมากขึ้น
พลิกมือก็รู้-คว่ำมือก็รู้ เอียงซ้ายก็รู้-อียงขวาก็รู้ ก้มก็รู้-เงยก็รู้
กะพริบตาก็รู้ ตาเหลือบซ้าย-แลขวาก็รู้
กลืนน้ำลายเข้าไปในลำคอก็รู้ จิตใจมันนึกมันคิดก็รู้
จึงไม่ต้องนั่งเงียบ ๆ
ตามีหน้าที่ดู หูมีหน้าที่ฟัง จมูกมีหน้าที่ดมกลิ่นเหม็น-หอม
ลิ้นมีหน้าที่รู้รสเปรี้ยว-หวาน-มัน-เค็ม
กายของเรามีหน้าที่สัมผัสเย็น-ร้อน-อ่อน-แข็ง
จิตใจมีหน้าที่คิดนึก
ญาณเข้าไปรู้-เข้าไปรู้ความคิด เพราะสัญญามันเข้าไปรู้แล้ว
กายเคลื่อนไหวโดยวิธีใดก็รู้ จิตใจมันนึกมันคิดก็รู้**
การรู้จิตใจที่มันนึกมันคิดนี่แหละ
เขาเรียกว่า‘นามรูป’ รูปของความคิด
คือ เวทนา-สัญญา-สังขาร-วิญญาณมันไม่มีรูป
เรียกว่า ‘นามรูปมันคิดขึ้นมา’
เมื่อตัวหลวงพ่อปฏิบัติ หลวงพ่อรู้อย่างนั้น
จึงไม่เชื่อใคร แม้ใครจะพูดอย่างไรก็ตาม
เราต้องเชื่อประสบการณ์และอุดมการณ์ของเรา
เพราะได้ฝึกหัดอบรมมาดีแล้วนี่
**นี่แหละมันจึงเหนือทุกข์-เหนือสุข เหนือบาป-เหนือบุญ
เหนือทุกสิ่ง-ทุกอย่าง
เป็นได้จริง ๆ เรื่องนี้**…”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
————————————————————————————————
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
※ อย่าหลงตน-อย่าลืมตัว ※
※ ※
※ อย่าหลงกาย-อย่าลืมใจ ※
※ ※
※ อย่าหลงชีวิต ※
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
รู้สึกตัว…รู้สึกกาย รู้สึกใจ
_/|\_ _/|\_ _/|\_


ใส่ความเห็น