“…การฟังธรรมะวันนี้
อาตมาจะนำเอาคำสอนของพระพุทธเจ้า
มาเล่าสู่ฟังตามสมควรแก่เวลา
พวกเรามาที่นี่ ก็เพื่อมาเจริญสติ-สมาธิ-ปัญญา
คำว่า*‘เจริญ’ หมายถึงทำให้มาก-หรือทำให้ก้าวหน้านั่นเอง*
พระพุทธเจ้ามีญาณ
สามารถมองเห็นทุกอย่างตามความเป็นจริง
ดังนั้น เราก็ต้องปฏิบัติให้ได้อย่างนั้นบ้าง
*‘ญาณ’ แปลว่ารู้แจ้ง-เห็นจริง-เข้าใจจริง*
แต่คนส่วนมากไปเข้าใจว่า
จะมีญาณได้ จะต้องเข้าฌานเสียก่อน
*ฌานชนิดนั่งหลับตาตัวแข็งทื่อ ฌานเหาะได้-หายตัวได้
(ฌาน)เหล่านี้ พระองค์มิได้นำมาสอน
เพราะไม่ได้ทำให้รู้แจ้ง-เห็นจริง-พ้นทุกข์ได้*
พระพุทธเจ้าทรงสอนแต่เฉพาะญาณและฌาน
ที่จะทำให้มีหูทิพย์-ตาทิพย์ได้ เท่านั้น
ขอให้ท่านทั้งหลายทำความข้าใจเรื่องนี้ให้ถูกต้อง
*เพื่อประโยชน์แก่ตัวท่านเอง*
**‘การเข้าฌาน’ คือการมีสติ
รู้-เห็นความรู้สึกทางกายในอิริยาบถต่าง ๆ
และรู้-เห็นความรู้สึกนึกคิดของจิตของใจ**
เช่น รู้สึกว่ารัก-ชอบ โกรธ-เกลียด อิจฉาริษยา
ห่วง-กังวล หงุดหงิด-ซึมเศร้า เป็นต้น
ฉะนั้น **เราจึงเข้าฌานได้ทุกขณะ-ไม่ว่าจะกำลังทำอะไรอยู่
เมื่อมีสติอยู่อย่างนี้ ความหลงผิดก็จะไม่เกิดขึ้นกับจิตใจ
และจิตใจที่ปราศจากความหลงผิดนี้
จะมีปัญญามองเห็นทุกอย่างตามความเป็นจริง
นี้เองที่เรียกว่า‘ญาณ’**
*‘ญาณ’และ‘ฌาน’ชนิดนี้
เป็นวิสัยของพระพุทธเจ้าและของพระสาวก
ถ้าเราทำตัวเราให้มีบ้าง ก็จะเป็นการยกระดับจิตใจของเราเอง
อย่างน้อยก็จะเป็นผู้ได้ดวงตาเห็นธรรม
คือ หูทิพย์-ตาทิพย์ หรือได้กระแสพระนิพพานนั่นเอง*
**นิพพานในที่นี้
ไม่ได้หมายถึงนิพพานที่จะรอเอาต่อตายแล้ว
แม้การทำบุญให้ทาน-รักษาศีล ก็เหมือนกัน
มิใช่ทำเพื่อเอาสวรรค์ตอนตาย**
ใครที่คิดเช่นนี้ แสดงว่ายังไม่เข้าใจ
ยังไม่มีหูทิพย์-ตาทิพย์ เป็นการคาดฝัน-นึกเดาเอาเอง
ส่วนผู้มีญาณนั้น
**ทำบุญวันนี้ ก็ต้องได้บุญวันนี้
ทำทาน-รักษาศีล-เจริญสมถกรรมฐาน
(เจริญ)วิปัสสนากรรมฐานวันนี้
ก็ต้องได้วันนี้ ไม่ต้องคอยเอาตอนตาย
ต้องเอาขณะกำลังทำ-กำลังพูด-กำลังคิดอยู่นี่แหละ**
พระพุทธองค์ตรัสว่า
**‘อดีต-อนาคต ไม่ต้องคำนึงถึง
ให้นึกถึงเฉพาะปัจจุบัน’** …”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
————————————————————————————————
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
※ อย่าหลงตน-อย่าลืมตัว ※
※ ※
※ อย่าหลงกาย-อย่าลืมใจ ※
※ ※
※ อย่าหลงชีวิต ※
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
รู้สึกตัว…รู้สึกกาย รู้สึกใจ
_/|\_ _/|\_ _/|\_


ใส่ความเห็น