“การพูด-การสอนนี้ จึงว่า
*ทำของง่าย ๆ นี้-ให้มันง่ายเข้าไป ทำของที่มันยุ่งยากนี้-ให้มันง่ายเข้าไป
ทำของมืด ให้มันเห็นแจ้งเข้าไป*
เราก็เลยรู้จักศาสนา รู้จักพุทธศาสนา
ศาสนา จึงแปลว่าคำสั่ง-คำสอนของท่านผู้รู้
ใครรู้เรื่องอันใด ก็นำมาสอนเข้าหูเรานี้
รู้เรื่องผี ก็สอนให้เราไหว้ผี
รู้เรื่องดูฤกษ์-ดูยาม-ดูหมอเข้าทรง เขาก็สอนให้เราไปทำอย่างนั้น-เขาสอนเรา
เราไม่มีปัญญา-เราไม่เห็นของจริง เราไม่รู้แจ้ง-เราไม่รู้จริง
เราก็เชื่อไปตามสิ่งเหล่านั้น เพราะเราไม่เห็นธรรม-ไม่รู้ธรรม
เมื่อเราเห็นธรรม-รู้ธรรมแล้ว จะไปเชื่อมันทำไม ?
ฤกษ์งาม-ยามดีช่วยเราไม่ได้ ผีช่วยเราไม่ได้-เทวดาช่วยเราไม่ได้
*ช่วยเราได้ก็แต่เฉพาะการกระทำของเราเองเท่านั้น*
ครั้งหนึ่งจะเล่าความจริงให้ฟัง
ไปเปิดอบรมวิปัสสนาอยู่ที่วัดวิเวกธรรมคุณ
วัดนั้นเป็นป่าช้า บ้านผมเรียกว่าป่าเฮ้ว…ป่าช้า-ป่าผีหลอก
คนที่เข้าไป-มันกลัว มืดค่ำแล้ว…ไปไม่ได้-กลัวผี เป็นอย่างนั้น
คราวที่ไปเปิดอบรมอยู่ที่นั้น ไปเห็นคนเขาเอาศพไปเผา
มันไหม้ไม่หมด เขาเลยขุดหลุมเอาเศษที่เหลือนั้นไปฝังดิน
ฝังแล้ว เขาก็กลับไปกันหมด
หมามันก็ไปโกย-ไปขุด-ไปคุ้ยขึ้นมา มันไม่กลัว
ส่วนเด็กน้อยตาย เขาไม่เผา-เขาเอาไปฝังเลย
แต่ฝังไม่ลึก หมามันก็ไปขุดคุ้ยขึ้นมากิน-มันไปฉีกกัดกิน
แน่ะ-หมามันไม่เคยกลัวผี แต่คนทำไมจึงกลัวผี
จิตใจใครจะสูงกว่ากัน ใครต่ำกว่ากัน !?
ถ้าคนใดกลัวผี จงสำนึกเลยว่าจิตใจของเรายังต่ำ
ยังไม่ได้เป็นมนุษย์ ยังไม่ได้เป็นมนุสภูโต
จิตใจของเรายังไม่ได้เป็นมนุสเทโว ยังไม่ได้เป็นมนุษย์สมบูรณ์
จิตใจมันยังต่ำ ขึ้น ๆ ลง ๆ เขาเรียกว่าคน
คนนั้นเขาว่าดีบ้าง-ชั่วบ้าง เขาเรียกว่าคน
เมื่อมาพิจารณาดูแล้ว จิตใจเช่นนี้มันเลวร้ายกว่าสุนัข
สุนัขมันไม่เคยกลัวนะ คนทำไมจึงจะไปกลัวผี
ผีมันดีไหม ?
ผีมันปลูกเรือนอยู่เป็นไหม ทำอาหารกินเป็นไหม
มันทำเป็นไม่ได้ มันกินเป็นไม่ได้
เทวดาดีไหม ?
ไม่เคยเห็นเทวดาปลูกบ้านอยู่ คนมันไม่เข้าใจ
ที่คนไม่เข้าใจเพราะมันไม่มีหูทิพย์ เพราะมันไม่มีตาทิพย์
เพราะมันไม่ได้ฟังคำพูด-คำสอนของพระ
พระ จึงแปลว่าผู้สอนคน-สอนจริง ๆ
ไม่ใช่พระอย่างที่หลวงพ่อนี่นะ(นักบวช) ไม่ใช่พระอย่างนี้
พระอย่างนี้เรียกว่าสมมติสงฆ์
เป็นพระโดยสมมติ-จริงโดยสมมติ เขาว่าอย่างนั้น
เมื่อมีตาทิพย์-หูทิพย์ เห็นเลย
เห็นผี-พูดกับผีได้ เห็นเทวดา-พูดกับเทวดาได้
อาตมาเห็นผี-เห็นเทวดาตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นโยม
ก่อนหน้าที่จะบวช ก็มาเล่าเรื่องผี-มาเล่าเรื่องเทวดาให้คนฟัง
บางคนก็ฟังเป็น บางคนก็ฟังไม่เป็น
เมื่อมาบวชแล้ว ก็มาพูดเรื่องตาทิพย์-หูทิพย์นี่แหละ
เรานั้นเพียงแต่พูดว่า‘เขาว่า-เขาว่า’ แต่เราไม่รู้จักความหมาย
อย่างคนทำชั่ว-พูดชั่วนี่
ผู้ชาย เขาว่า‘ไอ้ผี-เหมือนผี’…แน่ะมันเหมือนตัวผี-แต่ไม่เคยเห็นผี
ถ้าเป็นผู้หญิงทำชั่ว-พูดชั่ว-คิดชั่ว เขาว่า‘นางนี้เหมือนผี-นางนี้ผี-อีผี’
แน่ะ-เคยพูดกันอย่างนั้น
บัดนี้พระสงฆ์องค์เจ้าทำชั่ว-พูดชั่ว-คิดชั่ว
เขาว่า‘พระองค์นี้เหมือนผี-เณรองค์นี้เหมือนผี พระผี-เณรผี’ แน่ะ!
เราไม่มีตาทิพย์-ไม่มีหูทิพย์ เราจึงไม่เห็น-เราจึงไม่เข้าใจ
*ตัวจิตใจโน้น-มันเป็นผี มันสั่งให้รูปอันนี้ทำ
มันสั่งให้คำพูดนี้พูดออกมา ใจมันเป็นผี
ส่วนหน้าตา มือ-เท้า…เป็นคน
อันนี้แหละจึงให้ศึกษาตัวเรา-ให้ปฏิบัติตัวเรา ให้รู้จักตัวเรา*
ทำดี-พูดดี-คิดดี…บาดเนี่ยะ โอ๊นางนี้ถ้าเป็นผู้หญิง
หรือถ้าเป็นผู้ชาย-เป็นหนุ่ม
ก็ว่า‘ท้าวนี้งามเหมือนเทวดา-ใจดีเหมือนพระธรรม’ แน่ะ
ถ้าเป็นพ่อบ้าน-แม่เรือน
ก็ว่า‘โอ๊ะ…ลุงนี้-ป้านี้ดีเหมือนเทวดา พูดดี-คิดดีเหมือนพระธรรม’ แน่ะ
ถ้าเป็นคนเฒ่า-คนแก่ โอ๊ะ-คุณตา-คุณยาย พ่อเฒ่า-พ่อลุงเหมือนเทวดา
ใจดีเหมือนพระธรรม แน่ะ
เราไม่เห็นธรรม-ไม่เห็นพระธรรม มันจึงพูดกับพระธรรมไม่ได้
ดังนั้น*เราต้องมีตาทิพย์
ตาทิพย์ต้องมองดูสภาพความเคลื่อนไหวของจิตใจโน้น เราจะเห็น*
นี่แหละ จึงว่าพระแปลว่าผู้สอนคน ใครสอนก็ได้เรื่องนี้
ไม่ใช่กำหนดเอาแต่เฉพาะว่าต้องผ้าเหลือง โกนผมเท่านั้น…”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
————————————————————————————————
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
※ อย่าหลงตน-อย่าลืมตัว ※
※ ※
※ อย่าหลงกาย-อย่าลืมใจ ※
※ ※
※ อย่าหลงชีวิต ※
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
รู้สึกตัว…รู้สึกกาย รู้สึกใจ
_/|\_ _/|\_ _/|\_


ใส่ความเห็น