รู้สึกกาย รู้สึกใจ 26 มิถุนายน 2021

“…วันนี้จะมาพูดกันถึงเรื่อง*วิธีปฏิบัติธรรมอย่างสากล

คำว่าสากลในที่นี้ หมายความว่าใครปฏิบัติก็รู้*

ไม่เลือกชั้นวรรณะ วิชาความรู้ ตระกูล

และไม่จำกัดเชื้อชาติ-ศาสนา เพศ-วัยอะไรทั้งนั้น

แต่*มีจุดสำคัญอยู่จุดหนึ่ง คือคนนั้นจะทำหรือไม่ทำเท่านั้นเอง*

วิธีที่จะนำมาพูดในวันนี้ เป็นวิธีที่ไม่อยู่ในตำรา

แต่ก็ยังเกี่ยวข้องกับตำราอยู่นั่นเอง

เช่น ตำราบอกว่าก่อนที่จะภาวนาหรืออะไรต่าง ๆ นี้

จะต้องมีการให้ทานให้เพียงพอ หรือว่าสร้างสมอบรมบารมีให้เพียงพอก่อน

เช่น ต้องมีการรักษาศีล-กินเจก็ตาม

ตลอดจนการทำกรรมฐานและวิปัสสนาก็ตาม

แต่สำหรับวิธีที่หลวงพ่อจะเล่าสู่กันนั้น สิ่งเหล่านี้จะทำก็ได้-ไม่ทำก็ได้

ที่หลวงพ่อพูดนี้ มันนอกเหนือตำรา-แต่มันก็อยู่ในตำรานั่นเอง

โดยมีข้อแม้ว่า *ต้องทำให้ถูกวิธีของมัน*

และวิธีนั้นก็สอดคล้องกับที่พระพุทธเจ้าสอนเอาไว้ว่า

*ให้เรารู้สึกในอิริยาบถที่ ๔ ยืน-เดิน-นั่ง-นอน

หรือคู้เหยียด-เคลื่อนไหว* ซึ่งเป็นเรื่องหลักในคำสอนเพื่อการปฏิบัติ

ทีนี้**ให้เรามารู้สึกตัว-ตื่นตัว มันจะเป็นใหญ่ในตัวได้เอง

และให้รู้สึกใจ-ตื่นใจ มันก็จะเป็นใหญ่ในใจเราได้เอง

เป็นข้อวัตรปฏิบัติตัวเอง**

เลยเข้าไปสอดคล้องกับธรรมะบทหนึ่งว่า

*ให้เจริญสติปัฏฐาน ๔ อันเป็นหัวใจพระพุทธศาสนา*

คำว่าสติปัฏฐาน ๔ นั้น เราไปเรียนกันมาในตำราว่า

กาย-เวทนา-จิต-ธรรม

๔ ข้ออันนี้ เมื่อก่อนหลวงพ่อไม่รู้-ไม่เข้าใจ

แม้เคยทำกรรมฐานมาหลายปี ก็ไม่รู้-ไม่เข้าใจ

ที่จะพูดให้ฟังนี้เป็นเพียงประวัติ ไม่ใช่จะบังคับให้เชื่อ

ถือเพียงเล่าสู่กันฟัง

สมัยเป็นเณร เคยทำวิธีพุท-โธ นั่งขัดสมาธิเพชร

เอาขาขัดกัน ๒ ชั้น แล้วก็เอามือมาวางที่หน้าตัก

หลับตาภาวนาพุท-โธ…หายใจเข้า-พุท หายใจออก-โธ

วิธีนี้ได้ทำมาแล้วพอสมควร แต่คนอื่นนั้นจะเป็นอย่างไร-ไม่ทราบ

จากนั้นก็มาหัดวิธีสัมมา-อรหัง และวิธีนับ ๑-๒-๓

เป็นเพราะครูบาอาจารย์ท่านรู้อย่างนั้น ก็เลยได้ทำอย่างนั้น

ต่อมาเมื่อมามีครอบครัว ก็ชอบให้ทาน-รักษาศีล-ชอบทำกรรมฐาน

มาที่ จ.อุดร มีอาจารย์ท่านหนึ่งรู้วิธีพอง-ยุบขึ้นมาใหม่ ๆ

อาจารย์ท่านเห็นว่าชอบการปฏิบัติธรรมะ ท่านก็เลยสอนวิธีพอง-ยุบ

เวลาหายใจเข้าให้ว่าพองหนอ หายใจออกก็ให้ว่ายุบหนอ

เวลาเดินจงกรมทีแรกก็ว่าซ้ายย่างหนอ-ขวาย่างหนอ

ต่อมาก็ว่าซ้ายยกหนอ-ส้นยกหนอ ไปหนอ ลงหนอ

ถูกหนอ กดหนอ…ตามลำดับ

ท่านว่าเป็นฌาน-ฌานเข้าไปรู้ ท่านว่าอย่างนั้น

วิธีนี้ก็ทำมาพอสมควร ทำมาเป็นระยะเวลา ๘ ปี

พอง-ยุบนี่แหละ ได้ทำมาแล้ว-จึงรู้จักบ้างเล็กน้อย

ใครจะพูดอย่างไร ก็พอจะรู้บ้าง

เกี่ยวกับเรื่องอานาปานสตินั้น

ก็รู้จักพุท-โธ สัมมา-อรหัง นับ ๑-๒-๓ พอง-ยุบ

เหล่านี้เป็นอานาปานสติ ล้วนมีวิธีการอย่างเดียวกัน

คือให้ดูลมหายใจเข้าสั้น-ออกยาว หรือเข้ายาว-ออกสั้น

ให้กำหนดรู้ว่าสั้น-ยาว หายใจแรง ๆ ให้เข้าไปถึงพื้นห้อง

ท่านสอนอย่างนั้น และก็ให้คอยดูลมหายใจหยาบ-ละเอียด

จนให้มันสงบไปได้ ครูบาอาจารย์ท่านสอน

อย่างนี้ก็ได้ทำมาไม่น้อย

แต่ก็ยังไม่เคยรู้ว่าพระพุทธศาสนาสอนจริง ๆ (คือ)เรื่องอะไร

และอะไรคืออริยสัจจ์ ๔ ?

เรื่องทุกข์-สมุทัยน่ะจำได้ รู้จำ-แต่ไม่เข้าใจ

อย่างที่ถามโยมเมื่อวานนี้ที่มาจากหาดใหญ่

เคยทำมาแล้ว-ก็บอกว่าไม่รู้ อย่างนี้เรียกว่าเรียนรู้-แต่ไม่รู้

แต่*การปฏิบัติที่ทำให้หลวงพ่อรู้นั้น คือการทำวิธีเคลื่อนไหว

เคลื่อนไหวโดยวิธีใด ก็ให้รู้

กะพริบตา-ก็รู้ หายใจ-ก็รู้ มีการเคลื่อนไหวใด ๆ-ก็รู้

เกิดความรู้-ความเห็น-ความเข้าใจสิ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อน

ก็เลยได้รู้ รู้เรื่องอะไร-รู้เรื่องตัวเอง

นี่-เห็นเข้ามาในเรื่องตัวเองแล้ว

ดังนั้นจึงว่าการศึกษาธรรมะแบบนี้ จะเรียกว่าศาสนาพุทธก็ได้

จะว่าศาสนาอะไรก็ได้ มันเป็นสากลสำหรับบุคคลผู้ที่ทำเท่านั้น*

ไม่กำหนดเชื้อชาติ-ศาสนา และชาติชั้นวรรณะ-หรือตระกูลอะไรทั้งนั้น

จะเป็นตระกูลคนรวย-คนจน จะได้เรียนหนังสือหรือไม่ได้เรียนหนังสือ-ก็ไม่ว่า

**เพียงแต่ขอให้ทำจริง รับรองว่าเรื่องนี้จะปรากฏขึ้นจริง ๆ

ถ้าไม่ทำจริงเสียแล้ว-สิ่งนั้นจะไม่ปรากฏ** เพราะมันเป็นกุญแจคนละลูกกัน

แต่สมัยนี้กุญแจ-เขาเอาเหล็กงอ ๆ ไปเขี่ยออกมาก็ได้เหมือนกัน

แต่สมัยนั้นมันไม่มี ที่พูดนี้ต้องการชี้ให้เห็นว่า

ถ้าหากเป็นลูกของมันจริง ๆ แล้ว บิดไม่นาน-มันก็ไขออกมาได้

แต่ถ้าไม่ใช่ลูกของมันแล้ว ก็คงจะช้าหน่อย-หรืออาจจะไขไม่ออกเลยก็ได้

หรือถ้าเป็นลูกของมันจริง ๆ สอดเข้าไปลึกเกินไป-สลักมันก็อาจจะไม่เปิดก็ได้

หรือสอดเข้าไปไม่ถึง มันก็อาจจะไม่เปิดอีกก็เป็นได้

ดังนั้น จึงแนะนำวิธีนี้ให้

เป็น*วิธีพลิกมือขึ้น-คว่ำมือลง ยกมือไป-เอามือมา

เดินหน้า-ถอยหลัง เอียงซ้าย-เอียงขวา ก้ม-เงย กะพริบตา

อ้าปาก หายใจเข้า-หายใจออก กลืนน้ำลายผ่านเข้าไปในลำคอ

ให้มีความรู้สึกในการเคลื่อนไหวแต่ละอย่าง

จะอยู่ที่ไหนก็ทำได้ ทำการ-ทำงานก็ทำได้…เป็นการปฏิบัติธรรมกับธรรมชาติ*

การปฏิบัติธรรมแบบที่พูดให้ฟังนี้ มันไม่เหมือนกับที่หลวงพ่อได้เคยทำมาก่อน

แต่ก่อนมันฝืนธรรมชาติ ทำไมถึงว่าฝืนธรรมชาติ ?

เพราะว่าครูบาอาจารย์สอนให้นั่งหลับตา ตามันก็เลยกะพริบไม่ได้

ทีนี้*ให้ลืมตาทำ เคลื่อนไหวโดยวิธีใด-ก็ให้รู้

มันเป็นการไหลไปตามธรรมชาติของมัน

ตาก็ไม่ต้องบังคับให้มันหลับ ให้มันกะพริบขึ้น-ลงได้ตามธรรมชาติ

เหลือบซ้าย-แลขวาก็ได้ มันจึงเป็นการปฏิบัติธรรมกับธรรมชาติ

และมันก็รู้กับธรรมชาติจริง ๆ

ธรรมชาติมันเป็นอย่างนี้

คืออันนี้เป็นรูป ที่นั่งอยู่ตรงนี้เป็นรูปที่มันรู้สึกได้

เมื่อมันเคลื่อนไหว-มันก็รู้สึก ความรู้สึกที่มันติดอยู่กับรูปนี้ เป็นนาม

การรู้อย่างนี้ เรียกว่ารู้รูป-นาม

ขณะที่ตัวเรานั่งอยู่นี้ เป็นรูป-เป็นนามเฉย ๆ

พอพลิกขึ้น-รู้สึก อันนี้เป็นรูปทำ-นามทำแล้ว

ธรรมะก็คือตัวเรา พลิกขึ้น-คว่ำลง…ก็รู้

ก็เป็นการปฏิบัติธรรม

เขียนหนังสือ ถ้ารู้สึกในการเคลื่อนไหว-ก็เป็นการปฏิบัติธรรม

ซักเสื้อผ้า ล้างถ้วย-ล้างชาม

ถ้ารู้สึกที่มันเคลื่อน-มันไหว ในขณะนั้นก็เป็นการปฏิบัติธรรมได้

ดังนั้นทำนา-ทำสวน ก็อาจจะเป็นการปฏิบัติธรรมได้

คำว่าปฏิบัติธรรมนั้น จึงว่าไม่ขัดข้องอะไรทั้งนั้นเลย

เป็นการรู้แจ้ง-รู้จริง รู้แล้วต่างเก่าล่วงภาวะเดิม*…”

หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

————————————————————————————————

※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※

※ อย่าหลงตน-อย่าลืมตัว ※

※ ※

※ อย่าหลงกาย-อย่าลืมใจ ※

※ ※

※ อย่าหลงชีวิต ※

※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※

รู้สึกตัว…รู้สึกกาย รู้สึกใจ

_/|\_ _/|\_ _/|\_

ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ


Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *