รู้สึกกาย รู้สึกใจ 13 พฤษภาคม 2021

“…บุคคลที่ไม่เห็นธรรมะ ไม่เข้าใจธรรมะนั้น

เราเคยพูดกันว่า ‘ผู้ที่เป็นอนันตริยกรรม ๕ อย่าง

คือฆ่าบิดา-มารดา…หลายเรื่อง เรามาพูดกันเพียงย่อ ๆ

เรื่องภิกษุ ภิกษุผู้เป็นอาบัติปาราชิกแล้ว-อุปสมบทไม่ขึ้น

หรือเจริญวิปัสสนา (ก็)ไม่สามารถที่จะเห็นธรรมได้’

ในตำรับ-ตำราบอกว่า ‘บุคคล-ภิกษุที่เป็นอาบัติปาราชิก

คือเสพเมถุน ๑ ลักของเขา ๑ ฆ่าสัตว์ ๑

พูด(อวด)อุตริมนุสธรรม คือธรรมอันยิ่งของมนุษย์

(ที่)ไม่มีในตน ๑ อันนี้เป็นอาบัติปาราชิก’

ถ้าหากเป็นภิกษุอยู่-ก็ต้องสึก

เพราะเจริญวิปัสสนาไม่ได้

และธรรม(ใน)เรื่องบรรพชิตไม่เจริญ ว่าอย่างนั้น

ฉะนั้น ข้อนี้มันมีในตำรา

แต่(ถ้า)เรามามองดูกัน (ก็สามารถ)เห็นด้วยสายตา

บุคคลที่บวชมา ๒ ปี-๓ ปี-๔ ปี จนถึง ๕๐ ปี-๖๐ ปี

(บวช)จนตายก็มี (แต่)ยังไม่เข้าใจธรรมะ

*เมื่อไม่เข้าใจธรรมะ-ไม่เห็นธรรมะ

ก็ต้องเป็นปาราชิกอยู่นั่นเอง*

**คำว่า‘ปาราชิก’ ก็หมายถึง‘ความมืดบอด’นั่นเอง**

เราเคยสวดกันเรื่องอเสวนา ที่เป็นมงคล ๓๘

ว่า‘อะเสวะนา จะ พาลานัง’

แปลเป็นใจความว่า ‘เราจะไม่เสพคนพาลเป็นเด็ดขาด’

‘ปัญฑิตานัญ จะ เสวะนา เราจักเสพหรืออยู่ด้วยบัณฑิต’

ว่าอย่างนั้น

ฉะนั้น เมื่อเราจะหาบัณฑิตนอกตัว

การศึกษาเล่าเรียนนั้น เราก็ศึกษาเล่าเรียนมามากพอสมควร

และผู้ที่เป็นคนพาลนั้น เราก็หนีได้

แต่บัณฑิตที่เป็นนักปราชญ์ศึกษา-เล่าเรียน

ถ้าหากว่าเราไม่ศึกษา-เล่าเรียนเอง

เราจะไปอยู่กับท่าน ท่านผู้เรียนมามากนั้น

ก็คงจะอยู่(ด้วย)นานไม่ได้

สำหรับบัณฑิตนักปราชญ์ที่ศึกษา-เล่าเรียน…คนอื่น(นั่น)นะ

เราไปอยู่กับท่านไม่เกินปี-๒ ปี-หรือ ๔ ปี ก็มีการแยกย้ายกันไป

ถ้าเป็นคนพาลนั้น ถ้าเขาเป็นคนเกเร-เสเพล

กินเหล้า-เมาสุรา สูบกัญชา-เฮโรอีน เล่นการพนันเหล่านี้

เราก็แยกย้าย-หนีไปได้ อึดใจเดียวเท่านั้น

แต่คนพาลภายในจิตใจของเรานี้ เราจะทำอย่างไร ?!!

*จิตใจที่มันสกปรกนี่ อันนี้แหละเรียกว่า‘คนพาล’

คนพาล คือบุคคลที่มีโมหะนั่นเอง*

**บัณฑิต ก็คือคนที่ทำลายโมหะได้นั่นเอง**

เราเคยสวดกันเป็นภาษาบาลี

ญาติโยมเคยทำบุญ ภิกษุ-สามเณรไปสวดปริตมงคล

ข้อแรกว่า ‘โย จักขุมา โมหะมาลาปะกัฏโฐ’

เมื่อแปลเป็นใจความแล้ว ‘คือบุคคลผู้ทำลายโมหะเสียแล้ว’

ว่าอย่างนั้น

แต่เราก็ไปสวดกันอยู่บ่อย ๆ แต่ไม่เห็นเป็นสิริมงคล

เรียกว่า… อย่างที่เราพูดกันว่า‘เอตัมมังคะละมุตตะมัง’

ว่าเป็นสิริมงคลแก่บุคคลผู้ทำ อันนี้ก็คล้ายคือกันว่า

*เมื่อเรายังทำลายโมหะ-โทสะ-โลภะไม่ได้

ก็ยังเป็นคนพาลอยู่นั่นเอง (เพราะ)ทำลายโมหะยังไม่ได้*

ฉะนั้น เมื่อมาคำนึงถึงอย่างนี้

ความเป็นอาบัติปาราชิกนั้น คงจะอยู่ลึก

เป็นผู้มีสายตาแหลมคม และเป็นผู้มีปัญญาแหลมคม

มิใช่ว่าจะเป็นเพียงตาเนื้อ มองเห็นตัวหนังสือเท่านั้น

และมิใช่จะมีปัญญาเพียงจดจำเอากับตำรับ-ตำราเท่านั้น

ดังนั้น เราเคยได้ยินว่า‘การเจริญสมถกรรมฐาน

เป็นอุบายให้สงบจิตชั่วครั้ง-ชั่วคราวเท่านั้น’

ผู้ที่เจริญวิปัสสนา เป็นเครื่องเรืองของปัญญา

คือเห็นแจ้งด้วยปัญญา

คำว่า‘วิปัสสนา’ แปลว่าการเห็นแจ้ง

เรียกว่า การเห็นแจ้งด้วยสติปัญญา

เห็นแจ้งด้วยจิต-ด้วยใจจริง ๆ

ฉะนั้นเมื่อพูดอย่างนี้ อย่าเพิ่งกล่าวว่า

ผมเป็นการพูดนอกแนว หรือพูดไปนอกตำรับ-ตำรา

อย่าเข้าใจอย่างนั้น

เราต้องพิจารณา-ขบคิดให้มันแตกฉาน…”

หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

————————————————————————————————

※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※

※ อย่าหลงตน-อย่าลืมตัว ※

※ ※

※ อย่าหลงกาย-อย่าลืมใจ ※

※ ※

※ อย่าหลงชีวิต ※

※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※

รู้สึกตัว…รู้สึกกาย รู้สึกใจ

_/|\_ _/|\_ _/|\_

ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ


Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *