“…คุณสัจจพันธ์ พร้อมด้วยคณะและญาติโยมทั้งหลาย
ซึ่งมาถามปัญหาที่เกี่ยวกับการฟังเทศน์
หรือเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรมนั้น
การที่คำถามนี้เป็นปัญหาที่สำคัญ
ตัวของอาตมาเองก็ไม่ใช่จะเป็นผู้วิเศษ
หรือผู้ต่างกับเพื่อนมนุษย์ทั่วไปนั้น ไม่ใช่อย่างนั้น
การปฏิบัติธรรมนั้น
ตามความคิด-ความเห็นของอาตมา หรืออุดมการณ์ของอาตมา
เพราะ**อาตมาได้ทำมาแล้วอย่างใด
อาตมาก็จะนำเรื่องนั้นมาเล่าสู่ฟัง**
คือการให้ทานก็ดี-การรักษาศีลก็ดี
การทำกรรมฐานก็ดี-การเจริญวิปัสสนาก็ตาม
มันเกี่ยวกับความคิด
ที่ทำอย่างอื่น ๆ ก็เกี่ยวกับความคิดทั้งนั้น
จึงว่า**การปฏิบัติธรรมนั้น
จึงว่าให้พิ(จารณา ไตร่)ตรอง เข้าใจกับความคิด
หรือจะพูดอีกอย่างหนึ่งว่า ‘พระพุทธเจ้าตรัสรู้
เพราะการบำเพ็ญหรือการภาวนา หรือการทำทางจิต-ทางใจ’
จึงว่าอาตมาก็มีความเข้าใจ(อย่างนี้)
จึงเน้นเรื่องความคิด**
อาจารย์องค์อื่น ๆ นั้น เพิ่นจะเน้นเรื่องใด-ก็เป็นเรื่องของเพิ่น
อาตมาเคยทำมาแล้ว
*วิธีอื่น ๆ ก็เคยทำมาเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ
เพราะว่ามันยังบ่เคยปรากฏ
ยังไม่ทันมีความรู้สึกในตัวทั้งหมดเลย*
วันนี้จึงว่าการตอบปัญหาของหมู่คณะ
ญาติโยมมาฟังเทศน์-ฟังธรรม หรือว่าฟังข้อวัตรปฏิบัตินั้น
ก็จะตอบตามอุดมการณ์ของอาตมาเอง
มื้อนี้เป็นวันที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๒๙
‘ความคิดคืออะไร ? มีกี่อย่าง ?
ความคิดเป็นกิเลส หรือไม่เป็นกิเลส ?’
คำถาม-ปัญหาของพวกท่านทั้งหลายถามอย่างนี้
ความคิดคืออะไร ?
คือน้ำที่สะอาดกับสีที่เอามาผสมกับน้ำ
เพราะมันมีหลายอย่างนะสี มีสีดำ-สีแดง-สีซิ่ว(เขียว)-สีเหลือง
สีแล้วแต่สี น้ำเป็นน้ำซื่อ ๆ
น้ำที่สะอาดนั่น เอาสีมาใส่อย่างใด-ก็ต้องเป็นไปอย่างนั้น
ความคิดจึงมีมากหลาย
บ่สามารถที่จะเอามาเว้าให้ฟังได้(หมด)-ความคิด
หรือเป็นกิเลส บ่เป็นกิเลสนั้น
อันกิเลสนั้น ไม่ใช่ตัวความคิด
อันคิดขึ้นมา
อันดี-ชั่วนั้นก็เป็นกิเลสอย่างหนึ่ง อันคิดซื่อ ๆ นั้น-บ่แม่นกิเลส
คิด-ความคิดมันมีหลายอย่าง
จึงว่า**‘ให้รู้เท่าทันกับความคิด’
มันคิดขึ้นมา ให้เห็น-ให้รู้-ให้เข้าใจ
สัมผัสแนบแน่นกับความคิดอันนั้น
และอย่าเข้าไปในความคิดอันนั้น
อาตมาเข้าใจอย่างนั้น การปฏิบัติธรรมะ**
ความคิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะมันอยู่(ด้วยกัน)กับกาย
ภาษาบ้านเฮา เรียกว่า‘กายกับใจ’
ครั้นภาษาธรรมะนั้น เรียกว่า‘รูปกับนาม’-ท่านว่าจังซั่น
จึงว่าปฏิบัติธรรมะ ทีแรกอาตมาจึงรู้จักรูป-รู้จักนามก่อน
รู้จักรูปทำ-นามทำ รู้จักรูปโรค-นามโรค
รูปโรค-นามโรคนี้มี ๒ อย่าง
ที่อาตมาปฏิบัติ อาตมาเข้าใจอย่างนั้น
แล้วก็รู้จักรูปโรค-นามโรค
แล้วก็รู้จักทุกขัง-อนิจจัง-อนัตตา
‘ทุกขัง’นั้น หมายถึงมันติดอยู่กับรูป-ว่าซั่น
‘อนิจจัง’ หมายถึงบ่เที่ยง
‘อนัตตา’ (หมายถึง)บังคับบัญชาบ่ได้
มันเข้าใจอย่างนั้น
แต่มันก็เป็นของจริงอีกเสียด้วยนะ ที่อาตมาเห็น
จึงว่านั่งอยู่นิ่ง ๆ บ่ได้ อาตมาเป็นจังซั่น
เพราะว่าบ่เหนงมือ-เหนงเท้า
(ไม่เคลื่อนไหวมือ-เคลื่อนไหวเท้า)
ก็ต้องพริบตา เหลือบซ้ายแลขวา
แล้วก็หายใจเข้า-หายใจออก
ให้ว่าตนตัวเฮานี้ จะอยู่นิ่ง ๆ ไม่ได้
จึงว่า‘เป็นทุกขัง-มันเป็นทุกข์
อนิจจัง-มันบ่เที่ยง’ มันเป็นจังซั่นอยู่ตลอดเวลา
จะรู้-ก็เป็นจังซั่น บ่รู้-ก็เป็นจังซั่น
‘อนัตตา-บังคับบัญชาบ่ได้’ เพราะมันเป็นไปตามธรรมชาติ
เรื่องความคิด รู้จักจังซี่-เป็นจังซี่-เข้าใจจังซี่…”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
————————————————————————————————
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
※ อย่าหลงตน-อย่าลืมตัว ※
※ ※
※ อย่าหลงกาย-อย่าลืมใจ ※
※ ※
※ อย่าหลงชีวิต ※
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
รู้สึกตัว…รู้สึกกาย รู้สึกใจ
_/|\_ _/|\_ _/|\_


ใส่ความเห็น