“…ที่**หลวงพ่อมาแนะนำวิธีปฏิบัติให้ แล้วก็แนะนำความเป็น
แต่หลวงพ่อทำให้ไม่ได้ เพียงแนะนำวิธีการ
ความเป็นนั้น พวกคุณทำเอง-เป็นเอง-รู้เอง-เห็นเอง-เข้าใจเอง**
เมื่อเห็นเอง-เห็นเอง-เข้าใจเอง แล้วจะไปเชื่อใคร ?
ก็ยกมือไหว้ตัวเองได้ เพราะว่าความดี-ความงามมีอยู่ในคนทุกคน
แน่ะ พระพุทธเจ้าท่านสอนอย่างนั้น
จึงว่า**จิตของผู้ใดตั้งมั่นอย่างดี ไม่หวั่นไหว
เพราะไม่หวั่นไหวต่ออารมณ์ใด ๆ
เขาจะมาสรรเสริญเยินยอก็ตาม เขาจะมานินทาว่าร้ายก็ตาม
ก็เราอยู่ด้วยของเราเอง เพราะเรามีอย่างนี้**
สมมติเรามีเงิน ๑๐ บาทนะ เราจะไปยินดีเงิน ๑๐๐ บาทของเขา
เราจะได้ไหม ? มันไม่ได้…เราต้องยินดีเงิน ๑๐ บาทของเรา
นี่-อันนี้ก็เช่นเดียวกัน
เรารู้ธรรมะแบบนี้ แล้วจะไปดีใจกับเขา
เหาะเหิน-เดินล่อง ดำดิน-บินบน
นับเม็ดหิน-เม็ดทรายในท้องมหาสมุทรทะเล
อันนั้นก็เรื่องของเขา ไม่ใช่เรื่องของเรา
**เรื่องของเรา ต้องมาแก้ปัญหาการขัดแย้ง
ภายในจิตใจของเรานี่เอง ไม่ให้ทุกข์เกิดขึ้น
อยู่กับใครก็ได้ นี่-ธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้า
จึงว่า ‘รู้ธรรม-เห็นธรรม-เข้าใจธรรม’
ธรรมะจึงคือทุกคนนั่นเอง ไม่ผิดไปจากคน**
ธรรมะคือชีวิต ‘ธรรมะ’แปลว่าทรงไว้
นี่-ท่านว่าอย่างนั้น ธรรมะนี่มันพูดยากนะ
แต่ตัวสำคัญ คือ**ให้เราพยายามทำความรู้สึกตัว
มันคิด-ให้รู้ แต่อย่าเข้าไปในความคิด
มาทำความรู้สึกอันนี้** เป็นสำนวนสั้น ๆ
พระพุทธเจ้าท่านสอนว่า ‘ทุกข์-ต้องกำหนดรู้
สมุทัย-ต้องละ มรรค-ต้องเจริญ นิโรธ-ทำให้แจ้ง’
๔ ข้อพอแล้ว
**ทุกข์-ต้องกำหนดรู้ มากำหนดการเคลื่อนไหว
สมุทัย-ต้องละ
ถ้าเราไปดูความคิด-ไปดูลมหายใจ มันเข้าไปในความคิด
มันก็ปรุงไปเป็นเรื่อง-เป็นราวไป มันก็เป็นสังขาร
แน่ะ เป็นอย่างนี้
บัดนี้เรามาดูการเคลื่อนไหว
ตัวความคิดมันถูกหยุด เราก็เลยรู้
‘อ้อ-สมุทัยต้องละ มันละแล้วนี่
มรรคต้องเจริญ-ทำบ่อย ๆ นี่-เป็นอย่างนั้น
นิโรธทำให้แจ้ง มันก็จะไปถึงที่สุดของทุกข์
เพราะเราได้กระแสแล้ว ได้ต้นทางแล้ว**
เท่านั้นเอง ไม่มีเรื่องอะไร
ที่หลวงพ่อพูดนี่ นึกว่าทุกคนจำได้
เพราะว่าได้พูดธรรมะมาให้พวกเราฟังวันนี้
ก็นึกว่าพอสมควรแก่เวลาแล้ว…
…ก็เห็นว่าพูดไปมาก-มันยาว จำไม่ได้
เอาพูดแต่เนื้อหาสาระ
ที่จะจับไปใช้กับชีวิตของเราเท่านั้นเอง
ท้ายที่สุดนี้ อาตมาพร้อมด้วยพระสงฆ์
และญาติโยมมานั่งฟังธรรมะอยู่ ณ สถานที่นี้
อาตมาขออ้างอิงเอาคุณของพระพุทธเจ้า
และพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
และคุณของพระอรหันตสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
มาเตือนจิตสะกิดใจของพวกเรา
ให้พวกเราได้ประพฤติดี-ปฏิบัติชอบ
ตามอย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า
‘สัตว์ทั้งหลายคือเราตถาคตเหมือนกัน’
เมื่อยังไม่รู้-ก็ล้มลุกคลุกคลาน
‘สัตว์ทั้งหลายเป็นเราตถาคต’ มีอวัยวะเหมือนกัน
‘สัตว์ทั้งหลายเป็นตถาคต’ แต่เป็นสาวกพุทธะ-แต่ไม่ใช่เป็นพระพุทธเจ้า
เรียกว่า‘พุทธานุพุทธัง สามะสีละทิฏฐิง’
ผู้ตรัสรู้ตามพระพุทธเจ้าจึงมีศีลและทิฏฐิเสมอกัน
ข้อที่ ๔ ท่านว่า‘สัตว์ทั้งหลาย เราผู้เป็นตถาคตไปถึงแล้วแห่งนั้น
แล้วจึงนำมาสอนพวกเธอทั้งหลาย
ให้พวกเธอทั้งหลายจงประพฤติปฏิบัติตามอย่างเราตถาคตนี้
ก็จะรู้-จะเห็น-จะเป็น-จะมีอย่างเราตถาคตนี้’
อันนี้เป็นคำมั่นสัญญาของพระพุทธเจ้า
แต่ตัวอาตมาทำอย่างนี้ ก็เลยรู้อย่างนี้
ก็เลยนำแต่เรื่องนี้มาพูด-มาสอน
ขอให้ทุกคน-ทุกคน จงประสบพบเห็นเอา
คือจิตใจสะอาด-จิตใจสว่าง-จิตใจสงบ
จิตใจปกติ-จิตใจผ่องใส-จิตใจว่องไว
สามารถมองเห็นอะไรได้ทุกอย่าง
ในชีวิตนี้-หรือเวลาอันใกล้นี้ จงทุก ๆ คนเทอญ.”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
————————————————————————————————
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
※ อย่าหลงตน-อย่าลืมตัว ※
※ ※
※ อย่าหลงกาย-อย่าลืมใจ ※
※ ※
※ อย่าหลงชีวิต ※
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
รู้สึกตัว…รู้สึกกาย รู้สึกใจ
_/|\_ _/|\_ _/|\_


ใส่ความเห็น