“…ตอนนี้ก็เลยมาวกเข้าเรื่องวิปัสสนู
คำว่า‘วิปัสสนู’นั้น เมื่อเราเรียนก็ตาม
ทำกรรมฐานก็ตาม หรือเจริญวิปัสสนาก็ตาม
*เมื่อมันเกิดความรู้ขึ้นมา เราเกิดความรู้ขึ้นมา-แล้วมันพูดได้
ผม-อันนี้ เป็น-ผมรู้…แต่ในขณะที่ผมเป็น-ผมไม่รู้
อันนี้แหละ-ผมเป็นบ้า ผมไม่รู้จักบ้า
เมื่อผมไม่หายจากบ้าแล้ว ผมไม่รู้
ผมไปแสดงธรรมให้เทวดาฟังก็เป็น แสดงธรรมให้ผีฟังก็เป็น
ในขณะที่มันเกิดความรู้ขึ้นมา
จะพูดกับเทวดาก็ได้ คุยกับเทวดาก็ได้
เห็นไป-เห็น ผม(กำลัง)เดินนี่
เห็นเขาหมุนสลากกินรวบอยู่ที่กรุงเทพ ฯ นี่
ตัวเบ้อเร่อขนาดนี้-แดงจ๊าดเลย นั่น!
เพราะเรื่องอะไร-อันนี้น่ะ ?
อันนั้นแหละ เขาเรียกว่า‘คนไม่รู้จริง’
อันนี้แหละพูดอวดอุตริมนุสสธรรม
คือธรรมอันยิ่งของมนุษย์ที่ไม่มีในตน* ว่าอย่างนั้น
*มันไม่มีในเรา-อันนั้นน่ะ มันอยู่นอกเราไป-อย่าไปรู้มัน
มันเป็นพิษ-เป็นภัย* ท่านผู้รู้สอนเอาไว้อย่างนั้น
ถึงว่า‘มันรู้’ ไปสอนคนอื่น-รู้ได้ไหม ?
มันของไม่จริง มัน(จะ)พิสูจน์ได้ทำไม ?
**อันนี้(วิปัสสนู) เนื่องจากเราไม่เห็นความคิดเรานี่เอง
เราไม่เห็นความคิดเรา มันคิดวูบขึ้นมา-มันออกไปข้างนอก
เราก็เลยเข้าไปในความคิดเลย
ก็รู้เป็นเรื่อง-เป็นราวไปเลย**
อันนี้เป็นวิธีที่จะนำมาเล่าให้ฟังโดยความจริงใจ
พิสูจน์ได้ทันที
ดังนั้น*คำสอนของพระพุทธเจ้า จึงมีการพิสูจน์ได้
(สำหรับ)คนมีปัญญา*
ดังนั้นท่านผู้ฟังทั้งหลาย วันนี้(ให้)ทำตัวเหมือนกับดอกไม้
ดอกไม้นี่ที่จะบานได้-ต้องอาศัยแสงแดด ว่าอย่างนั้น
แสงแดดนั่นก็หมายถึงความร้อนเผา หรือแสงตะวันนี่แหละ
ออกมาแล้ว ดอกไม้มันก็ร้อน-มันก็บานได้
ดังนั้นเราเรียนก็ตาม เราเจริญวิปัสสนาก็ตาม-อะไรก็ตาม
ทั้งหมดนั่นแหละครับ ที่เรายังมีความสงสัย-ลังเลใจ
**เราไม่ต้องทำอะไรกันมากมายหลายเรื่อง
เราต้องรีบมาดูใจเรา
แล้วก็หูฟัง-สติก็ดูใจเรา** ไม่ใช่เราจะหลับไปทั้งหมด
ครั้นถ้าเราหลับไปทั้งหมด มันก็อย่างว่าแหละ
ข้าวไม่มีวิตามิน เรียกว่า‘ข้าวผี’
ข้าวลีบ-ข้าวไม่มีใน เรียกว่า‘ข้าวผี’
เราเป็นชาวนา-เคยทำนา คิดดูคนภาคอีสาน
ทำนา แล้วอาศัยข้าวเปลือกที่มันอ้วน-มันเต็ม
เอาไปเพาะ-มันงอกขึ้นมา เรียกว่า‘เป็นข้าวกล้า’
ถอนข้าวกล้าแล้วเอาไปดำนา บัดนี้มันเป็นลำฟางขึ้นมา
ก็เลยมาโข้ง(งอกงาม) มาแตกขึ้นมาเป็นเม็ดข้าว
รวงข้าวมันก็โงขึ้นมา
บัดนี้นาน ๆ เม็ดข้าวมันค่อยเอาอากาศเข้าไปข้างในมัน-มันแตก
เม็ดข้าวก็เลยอ้วนเข้า-อ้วนเข้า ก็เลยก้มลง-ก้มลง
บัดนี้พอดีมันนาน ๆ เข้า เรียกว่า‘ข้าวอ้วน-ข้าวเต็ม-ข้าวแก่’
บ้านผมเรียกว่า‘ข้าวแก่’
เราไปเกี่ยว-ไปตัดเอา เอาแต่เม็ดข้าวอ้วน
เม็ดข้าวลีบ-เอาทิ้ง ฟางทิ้งไว้ตามทุ่งนา
บัดนี้ฟางเอาให้ใครกิน ? ให้วัว-ให้ควายกิน นี่
ข้าวเปลือกเอาไปให้ใครกิน ? ให้เป็ด-ให้ไก่-ให้หมูกิน
คนกินอะไร ? *คนต้องกินข้าวสุก*-ข้าวสารก็กินไม่ได้
อันนี้หลักวิชาการที่เราเรียนมานั้น
ดังนั้นจึงว่า ฟางก็กินไม่เป็น-ข้าวเปลือกก็กินไม่เป็น
ข้าวสารก็กินไม่ได้ *ต้องกินข้าวสุก*
*(บางคนว่า)‘ทิ้งข้าวเปลือกซะ’ ทิ้งไม่ได้ข้าวเปลือก
ไม่มีพันธุ์มัน ปีต่อไปไม่มีพันธุ์มันแล้วบัดนี้
ถ้าไปทิ้งข้าวเปลือกแล้ว บัดนี้ไม่มีพันธุ์
จะเอาข้าวสุกที่ไหนกิน(ใน)ปีต่อไป
มันก็จำเป็นต้องเอาข้าวเปลือกนั้นไว้ มาทำเป็นฟางขึ้นมา
มันหมุนอย่างนี้อยู่ตลอดเวลา*
ดังนั้นท่านผู้ฟังทั้งหลาย(ใน)วันนี้
**ทำตัวของตัวเป็นเม็ดข้าวอ้วน ๆ ก็ได้
หรือเป็นดอกไม้ที่เต็มตัวแล้วก็ได้
พอดีแสงแดดส่องออกมา เราก็บานได้**…”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
————————————————————————————————
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
※ อย่าหลงตน-อย่าลืมตัว ※
※ ※
※ อย่าหลงกาย-อย่าลืมใจ ※
※ ※
※ อย่าหลงชีวิต ※
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
รู้สึกตัว…รู้สึกกาย รู้สึกใจ
_/|\_ _/|\_ _/|\_


ใส่ความเห็น