“…**การตรัสรู้ ความรู้ที่พระพุทธเจ้าท่านสอนเอาไว้นั้น
มันมีในคน มันมีในคนทุกคน-ไม่ยกเว้น**
ไม่ว่าจะเป็นชนชาติไหน-ภาษาใด ถือศาสนาไหนก็ตาม
อันนี้ผมรับรองแทนพระพุทธเจ้า
เพราะพระพุทธเจ้าตายไปแล้ว ๒,๕๐๐ กว่าปีแล้ว พูดไม่ได้
แต่*ความจริงพระพุทธเจ้าไม่ได้ตาย
พระพุทธเจ้านั้นไม่ใช่เป็นวัตถุ ไม่ใช่เป็นรูปกาย*
อย่างที่เราเคยได้ยินพระพุทธเจ้ากับพระวักกลิ
พระวักกลิชอบกับพระพุทธเจ้า
เห็นว่าพระพุทธเจ้าเป็นคนสวย-คนงาม
ก็ไปดูรูปวัตถุที่เป็นเนื้อ-เป็นหนังนั้น
พระพุทธเจ้าก็เลยทำท่าทีให้พระวักกลิเสียใจ หรือว่าไม่พอใจ
พระวักกลิไม่มีที่พึ่ง ก็เลยจะกระโดดเหวตาย
ว่าอย่างนั้น อันนี้ครูบาอาจารย์เล่าให้ฟัง
พระพุทธเจ้าก็เลยถามพระวักกลิ(ว่า)
‘เข้าใจว่า(ร่างกาย)อันนี้เป็นพระพุทธเจ้าติ ?’
พระวักกลิก็เลยตอบว่า ‘เข้าใจว่า(ร่างกาย)อันนั้นเป็นพระพุทธเจ้า’
(พระพุทธเจ้าจึงว่า) ‘คือวัตถุนี่น่ะ (ร่างกาย)อันนี้ไม่ใช่เป็นพระพุทธเจ้า’
ว่าอย่างนั้น
(แล้ว)**พระพุทธเจ้าจริง ๆ อยู่ที่ไหน ?
คือจิตใจที่สะอาด-สว่าง-สงบ
สะอาด ก็หมายถึง จิตใจหรือชีวิตของเราทุกคนไม่ได้สกปรก
คำว่าสว่าง ก็หมายถึงการเห็นแจ้งด้วยสติปัญญา
มองเจาะลงไป…มันนึก-มันคิดอะไร เรามองให้เห็น
คำว่าสงบ ก็หมายถึงหยุดแล้ว ไม่ทำชั่ว-ไม่พูดชั่ว-ไม่คิดชั่วอีกแล้ว
แปลว่าหยุด** มันไม่ใช่ว่าหยุดในการเดิน
ตอนหยุดนี้ ปรากฏว่าองคุลีมาลกับพระพุทธเจ้า
องคุลีมาลวิ่งอยู่ไม่หยุด-ไม่เซา
พระพุทธเจ้า(ว่า) ‘หยุดแล้ว’
องคุลีมาลก็บอกว่า ‘ทำไมโกหก ?’
(พระพุทธเจ้าว่า) ‘ไม่ได้โกหก-ไม่ได้ตั๋ว พูดความจริง-เราหยุดแล้ว’
(องคุลีมาลว่า) ‘หยุดที่ไหน เดินไปอยู่นั่น’
(พระพุทธเจ้าว่า) ‘เราไม่ได้เดิน องคุลีมาลคนเดียว(ที่)เดิน’
**อันนี้เราก็น่าที่เราทุกคนที่จะเอามาใช้ได้ในชีวิตประจำวันของเรา โดยไม่มีทุกข์
หยุดนั้น คือหยุดความคิด**
ไม่ใช่หยุด-ไม่ให้คิดเสียเลย ไม่อย่างนั้น-อันนี้
คนเป็นวิปลาสก็ตาม เป็นจินตญาณก็ตาม
เป็นวิปัสสนูก็ตาม คือคนไม่ได้ดูความคิดนั่นเอง
ความคิด-มันคิดวูบเดียวขึ้นมา เราไม่ได้เห็น
มันก็ไปทำเป็นมายา หรือว่าหลอกลวง
เห็นด้วยตาบ้าง เห็นด้วยใจบ้าง**
อันนั้นแปลว่าคนอยู่ในมุ้ง
ถึงเราจะมีความสว่าง กันเรือด-กันยุงได้ก็ตาม
หรือกันฮิ้น-กันอะไรได้ก็ตาม เพราะเราอยู่ในมุ้ง-มันกันได้
กันฮิ้น-กันยุง แต่เรือด-เฮือดที่มันอยู่ในกระดานที่เรานอน
หรือมันอยู่ในหมอน-อยู่ที่ไหนก็ตาม
พอดีเรานอนไป-มันมากัดเรา มากัดเราทุกวัน-ทุกวัน
แต่ว่ายุงกับริ้น-มัน(จะ)มากัดเรา มุ้งมันกันไว้-มันเข้ามาไม่ได้
แต่สำหรับเรือดนี้ (มุ้ง)กันไม่ได้
มันต้องเข้ามาได้จริง ๆ (แล้ว)เราจะทำวิธีไหน ?
เราก็ต้องหาสมุฏฐาน ที่เกิดของเฮือดนั่นแหละ
เราก็หาสมุฏฐานมา นำ(ตาม)ฆ่ามันเสีย-และมันก็ไม่มากัดเรา
อันนี้เราไม่หาสมุฏฐานของมัน เราก็เลยเข้าไปอยู่ในมุ้ง
ก็นอนสบาย บัดนี้เรือดมากัดเรา เอาแล้ว-เราก็นอนไม่หลับ
กลิ้งอยู่เสมอไป เหมือนกับลูกบอลอยู่ในสนามหญ้า
เมื่อเราเอาเท้าไปเตะมัน หรือเอาตีนไปเตะมัน
ลูกบอลก็ต้องกลิ้งอยู่อย่างนั้น ไม่มีวันเซา(หยุด)
เราถอนหรือเราหยุด เราไม่เตะลูกบอล-ลูกบอลก็ไม่กลิ้งฉันใด
ถ้าเราอยู่ในมุ้งนั้นน่ะ ถึงเราจะกันยุง-กันริ้นได้ก็ตาม
แต่เฮือดมันไม่กลัว
ดังนั้น**ความคิดนี้ ถึงเราจะไปนั่งสงบอยู่ที่ไหนก็ตาม-มันไม่กลัวเลย
อันนั้นเรียกว่าผู้ยังไม่มีดวงตา คือยังไม่เห็นต้นตอของชีวิตของเรา
มันก็เลยรู้(นอกตัวไป) บางคนไปนั่ง…เห็นสี-เห็นแสง
เห็นดวง(อา)ทิตย์-ดวงจันทร์ ดวงแก้ว-ดวงอะไรก็ตามแหละ
เลยในขณะที่เรานั่ง หรือเราหลับตาก็ดี-ไม่หลับตาก็ดี
คือไม่เห็นความคิด มันก็คิดออกมา
เราก็เลยสร้างภาพขึ้นมาภายในจิตใจ
อันนั้นก็เรียกว่า‘ไม่เห็นความคิด’**
คือไม่เห็นความคิดนั่นแหละ คือเราอยู่ในมุ้ง-เราอยู่ในถ้ำ
เราจะเห็นได้ทำไม ? เพราะเราหลับไปแล้วนี่น่ะ
บางคนก็ว่าได้สงบ อย่างนั้นก็ดี-ไม่ใช่ว่าไม่ดี
ผมก็เลยสมมติให้เหมือนกับกินน้ำแข็ง
ถ้าเรากินน้ำแข็ง-มันเย็น
น้ำแข็งมันละลายตกไปในท้อง มันร้อนขึ้นมา
หรือสมมติว่าน้ำแข็งเป็นก้อนใหญ่ ๆ เอาไปทิ้งไว้ตามสนาม
หรือที่ไหนก็ตามแหละ ลมพัด-แดดออกมา
น้ำแข็งก็ละลายเป็นน้ำเหมือนเดิม มันไม่ใช่เป็นของจริง-ของแท้
ของจริง-ของแท้นั้น ไม่มีมากเท่าไหร่หรอก
แม้**คำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหมดเลยครับ
บรรจุลงที่ความคิดนี่เอง**
ฉะนั้น เราเคยได้ยิน-ได้ฟังมามากพอสมควรแล้วว่า
**‘พระพุทธเจ้าตรัสรู้เพราะการทำทางจิต’** แน่ะ!…”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
————————————————————————————————
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
※ อย่าหลงตน-อย่าลืมตัว ※
※ ※
※ อย่าหลงกาย-อย่าลืมใจ ※
※ ※
※ อย่าหลงชีวิต ※
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
รู้สึกตัว…รู้สึกกาย รู้สึกใจ
_/|\_ _/|\_ _/|\_


ใส่ความเห็น