“…การทำทางจิตนี่ จะเอามือไปแตะต้อง-มันไม่ได้
เพราะตัวคิดนั้นน่ะ มือไปจับ-มันไม่ได้
มันคิด (บาง)คนว่า‘เรารู้ความคิด’-มันรู้เข้าไปในมุ้ง
*มันเข้าไปในความคิด มันก็เลยคิดไปเรื่อย ๆ ไป
มันก็เลยไม่มีวันหยุด* อันนั้นท่านว่า‘สังขารปรุงแต่ง-วิญญาณรู้’
วิญญาณมันก็รู้ รู้ไปตามความคิดอันนั้นแหละ
เรียกว่าวิญญาณพึ่งรู้ วิญญาณมันรู้
บัดนี้พอดีเราตั้งท่าไว้ดี ๆ
**พอดีเราเดินไปไหน-มาไหน อยู่ที่ใดก็ตาม
มันคิดปุ๊บ เราเห็น-เรารู้-เราเข้าใจ…ความคิดมันถูกหยุดทันที**
อันนี้ผมสมมติให้เหมือนแมวกับหนู
พอดีหนูออกมา แมวมันจับอย่างแรง-มันจับ
**เมื่อเรามีสติแล้ว ความคิดมันจะหยุดทันที
มันก็เลยไม่ถูกปรุง**
อันนี้เมื่อพระพุทธเจ้าจะบำเพ็ญนั้น
ท่านเอาขันหรือเอาถาดนี่แหละ เมื่อกินข้าวนางสุชาดาแล้ว
เอาไปอธิษฐานที่ริมแม่น้ำ ว่าอย่างนั้น
‘ถ้าหากข้าพเจ้าจะได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันต์
ฆ่ากิเลสตาย คายกิเลสหลุดจริง ๆ แล้ว
วางขันใบนี้ลงไป(ใน)น้ำนี่ ให้ขันใบนี้ทวนกระแสของน้ำ’-ว่าอย่างนั้น
ตรงกันข้าม ‘ถ้าหากข้าพเจ้าจะไม่ได้ตรัสรู้ จะไม่ได้เป็นพระอรหันต์
ฆ่ากิเลสไม่ตาย คายกิเลสไม่หลุดจริง ๆ แล้ว
วางขันใบนี้ ให้มันไหลไปตามกระแสของน้ำ’ ว่าอย่างนั้น
อันนั้นเป็นคำพูด เป็นสมมติ
ถ้าหากพวกเรา ถ้าหากว่าเป็นคนปากเข็ด(ศักดิ์สิทธิ์)จริง ๆ แล้ว
เรามีแม่น้ำ อย่างที่เราอยู่กรุงเทพ ฯ นี่แหละ
เอาขันหรือเอาถาด เอาอะไรไปทิ้งลงแม่น้ำเจ้าพระยา
‘หากข้าพเจ้าจะตายจริง ๆ แล้ว ให้ขันใบนี้ทวนกระแสของน้ำเสีย
ถ้าหากข้าพเจ้าจะไม่ตายจริง ๆ แล้ว
ให้ขันใบนี้ไหลไปตามกระแสของน้ำเสีย’
รับรอง ร้อยทั้งร้อยจริง ๆ-มันต้องไหลไปตามกระแสของน้ำ
แต่คุณก็จะต้องตายจริง ๆ
**(ความจริงทวนกระแสน้ำ) หมายถึงทวนกระแสของความคิด
ความคิดมันคิดขึ้นมา เราเห็นปุ๊บ
ไม่ต้องทำไปตามกับความคิด
แต่ตัวสติ-ตัวสมาธิ-ตัวปัญญานั้น ไม่ต้องพูดถึงก็ได้
เราให้เห็นตัวความคิดนี่แหละ-ความคิดนี่แหละ**
เรียกว่า‘ปัญญารอบรู้ในกองสังขาร ตัวปัญญามันรู้’
ไม่ต้องว่าสุตมยปัญญา-จินตมยปัญญา-ภาวนามยปัญญา
ไม่ต้องพูดก็ได้-หรือจะพูดก็ได้ มันเป็นลูกบอลอยู่ในสนามหญ้า
คนเตะไปทางไหน มันก็กลิ้งไปเรื่อย ๆ ลูกบอลน่ะ
เราพากันหยุดเตะลูกบอล ลูกบอลก็ทิ้งอยู่ในสนามหญ้าตามเคย
หรือจะจับไปซุกในโกล์-ในรู มันก็เข้าไปอยู่ในรูมันฮั่นเลย
อันนี้ก็เหมือนกัน ที่พูดนี้
เมื่อเรามาดูความคิด ก็หมายถึงเราไปจับลูกบอลได้
หรือไปเตะลูกบอลก็ได้ หรือไม่ต้องเตะลูกบอลก็ได้
นี่เป็นอย่างนั้น มันสมมติพูดกัน
ดังนั้นที่สุดของทุกข์นั้นบัดนี้ …
เพราะเวลานี้ก็ได้ ๕ โมง ๒๖ (นาที)-โอ๊ะหลง ๒๓ นาทีแล้วนี่
ยังไม่นานเท่าไหร่ จวนจะได้ ๖ โมงเข้ามา
ครั้นถ้า ๖ โมง ก็ออกไปบิณฑบาตกันแล้ว
มันเป็นอย่างนั้น
ดังนั้นการแก้ของวิปัสสนูนะ เราต้องหยุดการกระทำ
การกระทำยังไง-ก็ต้องหยุด
หยุดแล้วก็**เดินไป-เดินมา ให้มีสติรู้
อย่าไปเพ่งมันมากเกินไป**
เป็นวิปัสสนูประเภทหนึ่งนั้น คือมันอยากพูด-อยากจา
อีกประเภทหนึ่ง มันหนักอก-หนักใจ
อีกประเภทหนึ่ง มันวีน(เวียน)ศีรษะ
อันนี้เป็นวิธีที่เราทำผิด คือทำไม่ถูก
แต่มันถูกของเรา แต่มันผิดความรู้ที่ผู้ท่านรู้จริง ๆ
มันผิดไปได้ยังไง ?
เพราะเราทำไปนั่นแหละ มันไม่สบายกาย-ไม่สบายใจ
อันไม่สบายคือว่า มันมึนศีรษะ-เวียนหัว
แน่ะ! มันไม่สบาย-อันนั้น
ท่านว่า**‘ทำสบาย ๆ’** ท่านสอนอย่างนั้น
**เราก็ยังไปฝืนทำให้มันหนักอก-หนักใจ วีนหัว**
นั่งสมาธิลงไป-เพ่งลงไป แน่นอก-แน่นใจ
อ้าว! มันก็ฝืนธรรมชาติไปแล้ว-อันนั้น
มันไม่ปฏิบัติธรรมะตามธรรมชาติ
**คำว่า(ปฏิบัติธรรมะ)ตามธรรมชาติ ก็หมายถึง
เราไปไหน-มาไหน ก็มีสติ
มันเจ็บหัว-ปวดท้อง วีนหน้า-เวียนตาที่ไหน
เราก็ต้องแก้ไข-เปลี่ยนแปลงทันที ไม่ต้องไปฝืนมัน**
บางคนนั่ง ผมเองนี่แหละ-นั่งเป็นเวลา ๙ ชั่วโมง ๑๐ ชั่วโมง
เจ็บแข้ง-เจ็บขา (ก็)นั่งอยู่นั่นแหละ-นึกว่าตัวเก่ง
อันนั้นมันเก่งทางผิด มันเก่งทางไม่รู้
อันนั้นเรียกว่า‘อยู่ในมุ้ง’ เราไปเชื่อตำรับ-ตำราเกินไป
สมาธิ ไม่ได้หมายถึงอันนั้น
**สมาธิ หมายถึง มันเป็นอะไร-เรารู้…เรียกว่า‘สมาธิ’
ตั้งใจทำการ-ทำงาน ก็รู้**
จะพูดยังไง มันไม่มีทางสิ้น-ทางจบ
อันนี้เป็นวิธีแก้วิปัสสนู ก็เหมือนกันนั่นแหละ…”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
————————————————————————————————
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
※ อย่าหลงตน-อย่าลืมตัว ※
※ ※
※ อย่าหลงกาย-อย่าลืมใจ ※
※ ※
※ อย่าหลงชีวิต ※
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
รู้สึกตัว…รู้สึกกาย รู้สึกใจ
_/|\_ _/|\_ _/|\_


ใส่ความเห็น