※ สูตรสำเร็จอึดใจเดียว ๓ (๒/๕) ※-
“…พยายามกันจริง ๆ ปีนี้ สำหรับพระ-เณรเฮา
ออกไปเป็นครูให้ได้
ทำวัตรเช้า-วัตรเย็น ว่าให้ดัง
อย่าสิคิดว่า เราสิบ่ได้เป็นหัวหน้าคน
ถ้าเราดีแล้ว เป็นหัวหน้าคนได้ทันที
ถ้าหากเราเอาะแอะ-เงาะแงะ บ่เป็นหัวหน้าคนได้
บ่มีดีจักเทือแล้ว-คนผู้ฮั่น บ่ฝึกหัดตัวเองเด๊
ยามใด-ก็ไปเดินธุดงค์ แน่ะ! ไปประกาศ-ไปนำหมู่
แล้วไปเดินธุดงค์หมายถึงอันใด เฮาสิบ่ฮู้จัก
หมายถึงการขัดเกลาความชั่ว เขาเอิ้น‘กิเลส’
*อันกิเลสนั้น เพิ้นเอิ้น‘ความชั่ว’
ความชั่วอยู่ที่ใด เฮาพยายามเสาแสะ-มองให้เห็น
ตัวเฮาเนี่ย-นั่งอยู่ที่นี่ ก็เห็นนะ-ตัวเฮา
เฮาเฮ็ดชั่ว-เฮาก็เห็นโลดทันที เฮาเฮ็ดดี-เราก็เห็นโลดทันที
เพราะมันอยู่ที่เฮา*
บ่มีผี-บ่มีเทวดา บ่มีพระพุทธเจ้าองค์ใดมาทำให้เฮา
ถ้าหากเฮารู้จริงแล้ว
‘พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ต้องเคารพพระธรรม’ เนี่ยเขาว่า
‘ที่เป็นแล้วด้วย-ที่กำลังเป็นอยู่ด้วย
ที่กำลังจะมาตรัสรู้ข้างหน้านี้ก็คือกัน ต้องเคารพพระธรรม’
**พระทำการ-พระทำงาน-พระพูด-พระคิด
ตัวเฮาเนี่ย ทำให้เฮาเป็นพระเนี่ย**
จึงว่าให้มันเป็นระเบียบเรียบร้อย
ตั้งเค้า-ตั้งโครง ลงราก-ลงฐาน
ปีนี้ต้องพยายามผลิตกันจริง ๆ
ถึงเวลง-เวลา ก็น่าดู-น่าชม…แน่ะ!
๒-๓ มื้อมานี้-เป็นรูปหนึ่งแล้วเด๊นี่ เฮามาฝึกหัดกัน
*ถ้าหากบ่ฝึกหัดกันแล้ว ก็ต่างคนต่างเฮ็ด-ต่างคนต่างไปแล้ว
มันก็บ่คือพระพุทธเจ้าว่านั่นแล้ว*(ว่า)
‘พุทธานุพุทธัง สะมะสีละทิฏฐิง’ มันก็บ่คือแล้ว
**‘ผู้ตรัสรู้ตามพระพุทธเจ้า มีศีลและทิฏฐิเสมอกัน’** เนี่ยเฮาว่า
มีศีลคือกัน-มีทิฏฐิคือกัน ทิฏฐินั้น-เพิ่นเอิ้น‘ความเห็น’
ความเห็นแบบพระพุทธเจ้า เพิ่นจึงว่า‘ฝึกหัด’
เฮาว่ากัน-สังฆคุณ เฮาเว้าซื่อ ๆ-เว้าแต่ปาก
*ครั้นเว้าแต่ปากนั้น-มันได้ผลน้อย* **เว้าแล้วทำตาม-มันได้ผลดี**
อย่าง‘พุทธานุพุทธัง’ นี่ก็คือกัน
อย่าเว้าแต่ปาก ให้สำนึกอยู่เสมอ
เฮาว่าเมื่อกี้นี่ ก็สวดทำวัตรเช้า
‘ยัสสะ สัทธา ตะถาคะเต อะจะลา สุปะติฏฐิตา
**ศรัทธาในตัวพระตถาคตของผู้ใดตั้งมั่นอย่างดี ไม่หวั่นไหว’
อย่าไปหวั่นไหวต่ออารมณ์ภายนอก** แล้วก็บทหนึ่งเพิ่นสวดไว้
‘ผุฏฐัสสะ โลกะธัมเมหิ จิตตัง ยัสสะ
นะ กัมปะติ อะโสกัง วิระชัง เขมัง เอตัมมังคะละมุตตะมัง
กิจ ๔ อย่างนี้เป็นมงคลอันสูงสุด
ของมนุษย์และเทวดาทั้งหลายเด๊’ เพิ่นว่า
‘ผุฏฐัสสะ โลกะธัมเมหิ จิตตัง **จิตของผู้ใดตั้งมั่นอย่างดี
ไม่หวั่นไหวต่ออารมณ์ภายนอก หรืออารมณ์ที่เขามายกย่อง’
ชมเฮาก็ตามซาง(ก็ตามที) บ่หวั่นไหว
เพราะเราเห็นพระธรรมแล้ว
อันนั้นแหละคือจิตใจของพระพุทธเจ้า
‘อะโสกัง เป็นจิตบ่โศกเศร้า-เป็นจิตบ่เศร้าหมอง’ มันเป็นจังซั่น
มีอยู่ของทุกคนทั้งหมด**
บ่ว่าผู้หญิง-บ่ว่าผู้ชาย-บ่ว่าพระสงฆ์องค์เจ้า
อันเป็นเพชร-เป็นทองคำ **มันมีอยู่นั่นแล้ว**
*เฮาหากบ่เบิ่งตัวเฮา ไปเบิ่งแต่ผู้อื่นพู่น
ผู้ใดว่าหยังให้เฮา-แล่นไปคุบ(ตะครุบ)เอาโลด มันเป็นไปจังซั่น
ก็เลยเป็นจิตเศร้าหมอง เป็นจิตขุ่นมัวไปซะ*
**แต่ตัวจิตแท้ ๆ นั้น มันบ่ขุ่นมัว-มันบ่เศร้าหมอง
เพิ่นเอิ้น ‘จิตอะโสกัง’
‘วิระชัง เป็นจิตที่ไกลจากธุลีคือน้ำขี้ตม’** เพิ่นว่า
เฮาเห็นน้ำขังในรอยตีนวัว-ตีนควาย เขาเอิ้นว่า‘น้ำขุ่นขี้ตม’
‘บ่แม่นน้ำขุ่น-น้ำขี้ตม ขี้ตม-ขี้ขุ่นนั้นต่างหากมาเฮ็ดน้ำให้ขุ่น
แต่ความจริง-น้ำกับตมนั้นอยู่นำกันได้’ เพิ่นว่าจังซั่น
แต่เฮาบ่เอาออกมาใช้ มันมีแต่เว้าซือ ๆ
ความเว้านั้นจึงว่า **‘เว้าร้อยคำ-พันคำ-หมื่นคำ-แสนคำ
สู้การกระทำ-การเห็นแจ้งรู้จริงครั้งเดียวบ่ได้’ เพิ่นว่าจังซั่น
อันนี้แหละเป็นมงคลของมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย
‘กิจ ๔ อย่างนี้ ผู้ใดทำให้เกิด-ให้มีในตนได้แล้ว
ไปไส-มาไส ไม่มีทุกข์-ไม่มีความเดือดร้อน’**…เพิ่นว่า
*เดี๋ยวนี้เฮามีแต่เว้า มีแต่ไปสวดเรื่องอันนั้น-ไปสวดเรื่องอันนี้
ตัวจริงเฮาเลยบ่เอามาพูด-มาสอนกัน
มันก็เลยบ่ได้รู้-บ่ได้เห็นตัวจริง* มันเป็นจังซั่น…”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
————————————————————————————————
‘สูตรสำเร็จอึดใจเดียว ๑-๔’
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ พูดไว้
ณ สำนักปฏิบัติธรรมทับมิ่งขวัญ อ.เมือง จ.เลย
ก่อนท่านจะมรณภาพประมาณเดือนเศษ
โดยท่านตั้งใจที่จะพูดฝากไว้สำหรับผู้ที่สนใจ
จะได้นำไปใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติ
อันเป็นทางนำไปสู่การพ้นทุกข์ด้วยตนเอง
‘สูตรสำเร็จ’นี้ เป็นวิธีลัดสั้นและตรงที่สุด
ท่านจึงได้ให้ชื่อว่า ‘สูตรสำเร็จอึดใจเดียว’
————————————————————————————————
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
※ อย่าหลงตน-อย่าลืมตัว ※
※ ※
※ อย่าหลงกาย-อย่าลืมใจ ※
※ ※
※ อย่าหลงชีวิต ※
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
รู้สึกตัว…รู้สึกกาย รู้สึกใจ
_/|\_ _/|\_ _/|\_


ใส่ความเห็น