“วันนี้เรามาพูดเรื่องสวรรค์-นิพพาน
สวรรค์-นิพพานนี้ก็มีมานานแล้ว
คนยุคก่อนได้พัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งได้มีศาสนาเกิดขึ้นมา
ศาสนาพราหมณ์หรือศาสนาฮินดู ถือได้ว่าเป็นศาสนาดึกดำบรรพ์
มีคนเล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า
‘ศาสนาฮินดู-เขาเรียกคนฉลาดว่าพราหมณ์’ ซึ่งข้าพเจ้าจำได้
แต่พวกท่านทั้งหลายที่ได้ศึกษามา คงจะทราบดี
ส่วนข้าพเจ้านั้นไม่ได้ศึกษา เพียงแต่พ่อ-แม่เล่าให้ฟัง
ก็จำได้บ้าง-ไม่ได้บ้าง
คนยุคนั้นก็ต้องการสวรรค์เหมือนกัน ต่างก็แสวงหา
มีบางพวกไปทำกรรมฐานอยู่ในป่า-ในดง ซึ่งก็ได้แก่พวกพราหมณ์นั่นเอง
ทีนี้พอดีคนไปถามเรื่องเจ็บไข้ได้ป่วย เรื่องบุญ-เรื่องผี
คนที่ไปถามนั้น-ไม่รู้ พราหมณ์ก็ตอบไปว่า
‘เพราะเหตุอย่างนั้น-อย่างนี้ จะต้องแก้ด้วยการบวงสรวง-หรือบนบาน’
พวกที่ทำกรรมฐานอยู่ในป่า เป็นผู้ที่แสวงหาความดี
ไม่ทำมาหากิน ถ้าตนเองอยากจะกินเป็ด-กินไก่
ก็บอกแก่ผู้ไปถามว่า ‘ผีทำให้ปวดท้อง
ผีมันอยากกินเป็ด-กินไก่ ให้ไปเลี้ยงผี’
พวกที่ไม่รู้ ก็นำเป็ด-นำไก่มาให้พวกทำกรรมฐาน
หรือพวกพราหมณ์เหล่านั้น เพราะเข้าใจว่า
เขาติดต่อกับผีได้ พูดกับผีได้
หรือบางครั้ง โรคภัยเหล่านั้นก็บังเอิญหายไป
ครั้นเป็นอีก ก็กลับไปหาอีก
ฉะนั้นก็เลยมีการบวงสรวงวนเวียนอยู่เป็นประจำอย่างนี้เรื่อยไป
สุดแท้แต่ว่าพราหมณ์เหล่านั้นอยากจะกินอะไร
ต่อมาคนฉลาดขึ้น ก็มีคนไปถามพวกพราหมณ์ว่า
‘คนตายแล้วไปไหน ?’ พราหมณ์ก็ตอบไม่ได้
ก็เลยประชุมกันเพื่อหาคำตอบให้แก่ผู้ที่ไปถาม
มีพราหมณ์ที่ฉลาดคนหนึ่ง ก็ตอบออกไปว่า
‘คนที่ทำดีนั้น ตายไปแล้วจะไปเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์
ส่วนคนที่ทำชั่ว ตายไปก็ไปเกิดเป็นผี-ไปตกนรก’
ในเมื่อทุกคนอยากดี ก็เลยทำดีตามความเข้าใจของคนในสมัยนั้น
คิดว่าเมื่อไปเกิดเป็นเทวดาแล้ว มันสบาย
หมดอายุแล้ว ก็กลับมาเกิดเป็นมนุษย์
เป็นคนสวย-คนงาม รวยทรัพย์
ดังนั้นจึงอยากไปเกิดเป็นเทวดา
พ่อของข้าพเจ้าเคยเล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า เทวดามีเมีย ๕๐๐ คน
ฉะนั้นคนที่มีกิเลส จึงอยากไปเกิดเป็นเทวดา
เพื่อจะได้มีเมียหลาย ๆ คน
คนมีปัญญา-ลองคิดดูให้ดี สมมติไปเกิดในเมืองสวรรค์
แล้วมีเมีย ๕๐๐ คนต่อผู้ชายคนเดียวแล้ว
ผู้ชายจะทุกข์แค่ไหน ผู้หญิงจะทุกข์แค่ไหน
ผู้หญิงคนนั้นอยากไปนั่น-ไปนี่ ต้องบอกผัวเป็นประจำอยู่เรื่อย
ผู้ชายไม่มีโอกาสได้หลับ-ได้นอน
ถ้าเรามาศึกษาพิจารณาดูดี ๆ ตามที่พวกท่านทั้งหลายที่มีปัญญาแล้ว
จะเห็นได้ว่า เมืองสวรรค์นั้นคล้ายคลึงเมืองนรก
คือเป็นเมืองที่ทุกข์ที่สุด
เมืองมนุษย์เรานี้มีแค่เพียง ๒-๓ คน ก็ยังทะเลาะกัน-เถียงกัน
ดังนั้น*คนเรา ถ้าไม่ได้เรียน-ไม่ได้ศึกษาถึงความจริงกันแล้ว
ก็เลยไปติด-ไปจดจำเอาแต่สิ่งสมมติที่พูดกันขึ้นมา*
สิ่งที่ข้าพเจ้าพูดนี้-ไม่ได้โกหก เพราะได้ยินจากพ่อ-แม่เล่าให้ฟัง
และ**ข้าพเจ้าได้เจริญสติ-เจริญปัญญา
มันเกิดปรากฏขึ้นมาจากจิตสำนึก มันเห็นแจ้ง-มันรู้จริง**
เมื่อข้าพเจ้าไปปฏิบัติธรรมนั้น ข้าพเจ้าก็เป็นโยม
นุ่งกางเกงขาสั้นบ้าง-ขายาวบ้าง ซึ่งไม่ใช่เรื่องสำคัญ
การรักษาศีลนั้น แม้จะรักษาเคร่งครัด-บริสุทธิ์ขนาดไหน
ก็ไม่มีโอกาส-ไม่มีเวลาที่จะรู้เรื่องชีวิตจิตใจได้
เพราะมันไปยึดมั่นในศีลอยู่ กลัวจะผิดศีลข้อนั้น-ข้อนี้
เฝ้าตรวจดูอยู่อย่างนั้นเอง ไม่กล้าทำอะไร-กลัวผิดศีล
ไม่ว่าจะเป็นศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ ก็ตาม
ข้าพเจ้าเคยบวชเป็นสามเณรมา เคยทำกรรมฐาน
รักษาศีลไม่ให้มีบกพร่อง หรือด่างพร้อยเลย
เพราะข้าพเจ้ายังไม่รู้เรื่องนี้จริง ๆ ซึ่งคนอื่นเขาอาจจะรู้แล้ว
แต่ยังไม่เคยมีใครเอามาสอนข้าพเจ้าเลย ถึงเรื่องชีวิตจิตใจ
ฉะนั้น**เราไม่จำเป็นต้องไปสนใจเรื่องอื่น ไม่ว่าเราจะไปไหน-มาไหน
ก็คอยเฝ้าดูแต่ชีวิตจิตใจของเรา
ว่ามันนึก-มันคิดอะไร ให้เราเข้าใจ**
ดังนั้น การรักษาศีล-การให้ทานนั้นดีแล้ว ไม่ใช่ว่าไม่ดี
แต่เราไม่เคยมาดูจิต-ดูใจเราเลย
ผลออกมา เราจึงไม่รู้สวรรค์-ไม่รู้นิพพาน
ไม่รู้ผี-ไม่รู้เทวดา ในที่สุด-ไม่รู้ถึงคนอีกด้วย
ข้าพเจ้าเองก็ไม่รู้คำว่าคน-มนุษย์-สัตว์เดรัจฉาน
แต่คนอื่นอาจจะรู้หรือไม่ ข้าพเจ้าไม่ทราบ
แต่ถ้ารู้แล้ว-ทำไมไม่พูด
ข้าพเจ้าคิดว่าคนเหล่านั้นคงไม่รู้จริง
จึงไม่รับรองคำสอนของพระพุทธเจ้า…”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
————————————————————————————————
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
※ อย่าหลงตน-อย่าลืมตัว ※
※ ※
※ อย่าหลงกาย-อย่าลืมใจ ※
※ ※
※ อย่าหลงชีวิต ※
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
รู้สึกตัว…รู้สึกกาย รู้สึกใจ
_/|\_ _/|\_ _/|\_


ใส่ความเห็น