ตอบคำถามผู้ปฏิบัติธรรม
ถาม : ตามที่หลวงพ่อได้เทศนาว่า
*เมื่อเราเห็นความคิด-ความคิดจะหยุดคิด*
หยุดคิดอันนี้-ผมไม่แน่ใจ ถ้าอันนี้จริง-ก็จะถามว่า
ตอนที่เราเห็นความคิด แล้วความคิดมันหยุด
เรารู้หรือไม่ว่าความคิดอันต่อไปคืออะไร ?
ตอบ : อย่าไปสนใจเรื่องความคิดต่อไป ไม่ต้องไปสนใจ
**เพียงเราเห็นความคิด-มันคิดแล้ว มันหยุดเอง
อย่าไปสนใจว่าความคิดแบบนี้มาจากไหน
อย่าไปสนใจเรื่องนั้น
เมื่อเราเห็นอย่างนั้น
ความโกรธ-ความโลภ-ความหลงมันเกิดขึ้นไม่ได้**
ถาม : ที่หลวงพ่อสอนว่า ดูความคิด-เห็นความคิด
ดูความคิด ใครเป็นคนเห็นความคิด ?
ตอบ : อย่าไปเสาะหาคน
คือตนจะเห็นว่า ตนเป็นที่พึ่งของตน
และจะพึ่งได้จริง ๆ
จะว่าตัวคนรู้ก็ได้ หรือจะว่าสติปัญญารู้ก็ได้
จะว่าอย่างไรก็ได้
เพราะมันไม่มีตัวตน(ที่จะ)จับมาให้เห็น
เพราะว่า *‘ตัวเห็น’ กับ ‘ตัวรู้’ มันคนละตัวกัน
ตัวรู้-มันเข้าไปในความคิด คิดเป็นเรื่อง-เป็นราวไป*
ถาม : จากการฟังหลวงพ่อเล่า เกิดรู้สึกว่า
ความคิด และอารมณ์ดีใจ-เสียใจ…เป็นสิ่งนอกตัว
ซึ่งเปรียบเสมือนขนมปังกับเนย
ซึ่งเราสามารถใช้ประโยชน์ได้
เรากินได้-เราเห็นมันได้ แต่ถ้าสิ่งนี้เกิดขึ้นในตัวเรา
เราไม่สามารถเห็นมันได้เลย
ทั้งความคิด และทั้งความดีใจ-เสียใจ
ไม่ใช่คำถาม
แต่ต้องการให้หลวงพ่อชี้แจงให้กระจ่างใจ
ตอบ : การที่เรา‘เห็น’ความคิดกับ‘รู้’ความคิด
เห็นความคิดนั้น-เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
รู้ความคิด-มันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
**การเห็นนี่-เราสามารถเอาออกจากกันได้
การรู้นี่-มันติด
การรู้จึงเป็นความรู้ขั้นอวิชชา
ความรู้ของคนไม่มีปัญญา
ความรู้ของคนที่มีปัญญา
รู้กับเห็นแยกกันได้ เป็นวิชชา-เป็นปัญญา
ตัวปัญญากับตัววิชชา จะแยกความคิดออกจากกัน
อันนั้นคือที่สุดของทุกข์ ผู้มีปัญญาจึงรู้อย่างนี้**
แต่ทุกคนอยู่ในที่นี้ ข้าพเจ้าขอรับรองว่า
*ทำได้ทุกคน-ถ้าลองปฏิบัติเอง*
การพูดให้ฟัง-ไม่สามารถจะรู้ได้
มันเป็นเพียงรู้จำ-รู้จัก
**ถ้าเราปฏิบัติ
มันรู้แจ้ง-รู้จริง เป็นความรู้ของเราเอง**
เราจึงพูดกันว่า‘พุทโธ’
แปลว่าเห็น แปลว่าแก้ไขออกจากกันได้
ถาม : จากคำถามที่ว่า
มีสัญลักษณ์หรือเครื่องหมายอะไรไหม
ที่คนรู้ความจริงแล้ว-ที่จะรู้ชัดแจ้งแล้ว
มีหลักประกันไหม ว่ารู้แล้ว-จะไม่หายไปอีก
ซึ่งอยากเข้าใจให้กระจ่างว่า
เมื่อรู้แล้ว รู้ตลอดเวลาหรือว่าหายไปเลย ?
ตอบ : *ของมันมีอยู่ในตัวเรา มันหายไปไม่ได้*
สมมติว่าเรารู้ลูกตาของเรา
ตาเรามีไหม ? มันต้องมีอยู่ตลอดเวลา
คือสัญลักษณ์อันนี้ เราจะแสดงว่า*ทุกคนมีอย่างนี้*
และก็สอนคนได้ ที่ข้าพเจ้าพูดนี้น่ะ
ขอพูดตรง ๆ ข้าพเจ้ารับรองได้ว่า
ทุกคนอยู่ในที่นี้ ปฏิบัติอย่างนี้ไม่เกิน ๓ ปี
การให้ศีล-ให้พร มันก็เป็นความดีชนิดหนึ่ง
การให้ศีล-ให้พรที่ข้าพเจ้าพูดนี้
**อยากให้พวกท่านทุกคน
นำวิธีความรู้สึกตัว-ความตื่นตัว
ไปปฏิบัติที่บ้าน-ที่เรือน สำนักงาน
ทุกอิริยาบถนั่นแหละ
คือการให้ศีล-ให้พรอย่างแท้จริง
การให้ศีล-ให้พร คือเรารู้เอง-เห็นเอง-เข้าใจเอง
เป็นศีลของเรา-เป็นพรของเรา คือเราเคารพตัวเอง**
ตอบโดย หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
————————————————————————————————
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
※ อย่าหลงตน-อย่าลืมตัว ※
※ ※
※ อย่าหลงกาย-อย่าลืมใจ ※
※ ※
※ อย่าหลงชีวิต ※
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
รู้สึกตัว…รู้สึกกาย รู้สึกใจ
_/|\_ _/|\_ _/|\_ตอบคำถามผู้ปฏิบัติธรรม
ถาม : ตามที่หลวงพ่อได้เทศนาว่า
*เมื่อเราเห็นความคิด-ความคิดจะหยุดคิด*
หยุดคิดอันนี้-ผมไม่แน่ใจ ถ้าอันนี้จริง-ก็จะถามว่า
ตอนที่เราเห็นความคิด แล้วความคิดมันหยุด
เรารู้หรือไม่ว่าความคิดอันต่อไปคืออะไร ?
ตอบ : อย่าไปสนใจเรื่องความคิดต่อไป ไม่ต้องไปสนใจ
**เพียงเราเห็นความคิด-มันคิดแล้ว มันหยุดเอง
อย่าไปสนใจว่าความคิดแบบนี้มาจากไหน
อย่าไปสนใจเรื่องนั้น
เมื่อเราเห็นอย่างนั้น
ความโกรธ-ความโลภ-ความหลงมันเกิดขึ้นไม่ได้**
ถาม : ที่หลวงพ่อสอนว่า ดูความคิด-เห็นความคิด
ดูความคิด ใครเป็นคนเห็นความคิด ?
ตอบ : อย่าไปเสาะหาคน
คือตนจะเห็นว่า ตนเป็นที่พึ่งของตน
และจะพึ่งได้จริง ๆ
จะว่าตัวคนรู้ก็ได้ หรือจะว่าสติปัญญารู้ก็ได้
จะว่าอย่างไรก็ได้
เพราะมันไม่มีตัวตน(ที่จะ)จับมาให้เห็น
เพราะว่า *‘ตัวเห็น’ กับ ‘ตัวรู้’ มันคนละตัวกัน
ตัวรู้-มันเข้าไปในความคิด คิดเป็นเรื่อง-เป็นราวไป*
ถาม : จากการฟังหลวงพ่อเล่า เกิดรู้สึกว่า
ความคิด และอารมณ์ดีใจ-เสียใจ…เป็นสิ่งนอกตัว
ซึ่งเปรียบเสมือนขนมปังกับเนย
ซึ่งเราสามารถใช้ประโยชน์ได้
เรากินได้-เราเห็นมันได้ แต่ถ้าสิ่งนี้เกิดขึ้นในตัวเรา
เราไม่สามารถเห็นมันได้เลย
ทั้งความคิด และทั้งความดีใจ-เสียใจ
ไม่ใช่คำถาม
แต่ต้องการให้หลวงพ่อชี้แจงให้กระจ่างใจ
ตอบ : การที่เรา‘เห็น’ความคิดกับ‘รู้’ความคิด
เห็นความคิดนั้น-เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
รู้ความคิด-มันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
**การเห็นนี่-เราสามารถเอาออกจากกันได้
การรู้นี่-มันติด
การรู้จึงเป็นความรู้ขั้นอวิชชา
ความรู้ของคนไม่มีปัญญา
ความรู้ของคนที่มีปัญญา
รู้กับเห็นแยกกันได้ เป็นวิชชา-เป็นปัญญา
ตัวปัญญากับตัววิชชา จะแยกความคิดออกจากกัน
อันนั้นคือที่สุดของทุกข์ ผู้มีปัญญาจึงรู้อย่างนี้**
แต่ทุกคนอยู่ในที่นี้ ข้าพเจ้าขอรับรองว่า
*ทำได้ทุกคน-ถ้าลองปฏิบัติเอง*
การพูดให้ฟัง-ไม่สามารถจะรู้ได้
มันเป็นเพียงรู้จำ-รู้จัก
**ถ้าเราปฏิบัติ
มันรู้แจ้ง-รู้จริง เป็นความรู้ของเราเอง**
เราจึงพูดกันว่า‘พุทโธ’
แปลว่าเห็น แปลว่าแก้ไขออกจากกันได้
ถาม : จากคำถามที่ว่า
มีสัญลักษณ์หรือเครื่องหมายอะไรไหม
ที่คนรู้ความจริงแล้ว-ที่จะรู้ชัดแจ้งแล้ว
มีหลักประกันไหม ว่ารู้แล้ว-จะไม่หายไปอีก
ซึ่งอยากเข้าใจให้กระจ่างว่า
เมื่อรู้แล้ว รู้ตลอดเวลาหรือว่าหายไปเลย ?
ตอบ : *ของมันมีอยู่ในตัวเรา มันหายไปไม่ได้*
สมมติว่าเรารู้ลูกตาของเรา
ตาเรามีไหม ? มันต้องมีอยู่ตลอดเวลา
คือสัญลักษณ์อันนี้ เราจะแสดงว่า*ทุกคนมีอย่างนี้*
และก็สอนคนได้ ที่ข้าพเจ้าพูดนี้น่ะ
ขอพูดตรง ๆ ข้าพเจ้ารับรองได้ว่า
ทุกคนอยู่ในที่นี้ ปฏิบัติอย่างนี้ไม่เกิน ๓ ปี
การให้ศีล-ให้พร มันก็เป็นความดีชนิดหนึ่ง
การให้ศีล-ให้พรที่ข้าพเจ้าพูดนี้
**อยากให้พวกท่านทุกคน
นำวิธีความรู้สึกตัว-ความตื่นตัว
ไปปฏิบัติที่บ้าน-ที่เรือน สำนักงาน
ทุกอิริยาบถนั่นแหละ
คือการให้ศีล-ให้พรอย่างแท้จริง
การให้ศีล-ให้พร คือเรารู้เอง-เห็นเอง-เข้าใจเอง
เป็นศีลของเรา-เป็นพรของเรา คือเราเคารพตัวเอง**
ตอบโดย หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
————————————————————————————————
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
※ อย่าหลงตน-อย่าลืมตัว ※
※ ※
※ อย่าหลงกาย-อย่าลืมใจ ※
※ ※
※ อย่าหลงชีวิต ※
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
รู้สึกตัว…รู้สึกกาย รู้สึกใจ
_/|\_ _/|\_ _/|\_




ใส่ความเห็น