“…เราควรศึกษาให้เข้าใจคำว่า ‘พระ’
จริง ๆ พระมีหลายอย่าง
เช่น พระบางรูปเป็นหนี้สินเขามา-แล้วก็มาบวช
พระบางรูปก็บวชด้วยศรัทธา-ด้วยความเลื่อมใส
เรื่องของพระที่ว่ามาดังกล่าว ส่วนดีก็มีมาก
แต่ส่วนเสียหรือส่วนชั่ว เราไม่ได้มอง
ดังนั้น ญาติโยมผู้เข้าวัด
ต้องหัดมอง หรือพิจารณาถึงสิ่งเหล่านี้กันบ้าง
พ่อ-แม่เคยสอนว่า ‘ทำบุญให้เลือกวัด-ตักบาตรให้เลือกพระ’
อย่างนี้เป็นลักษณะของการสอนที่ถูกต้อง
เดี๋ยวนี้ที่วัดใดมีคนทำบุญมาก พระก็มาก
พระที่มากนี่ ไม่ใช่อะไร-เพราะหากินสบาย
ดังมีพระนักเทศน์องค์หนึ่ง ได้แต่งเป็นคำกลอนเอาไว้ว่า
‘ผ้าเหลืองเป็นเครื่องมืออร่าม หากินอย่างงาม
ให้แล้วไหว้อีกที’ พระบางองค์เมื่อได้ยินอย่างนี้
อาจจะโกรธ-ไม่พอใจ นั่นเป็นธรรมดา
แต่*ใครไม่พอใจ คนนั้นก็เป็นทุกข์
ทุกข์ ก็คือนรกนั่นเอง*
**ใครเป็นพระ คนนั้นไม่ตกนรก-คือไม่มีทุกข์**
*‘พระ’ ในที่นี้
หมายถึงผู้ที่ละความโกรธ-ความโลภ-ความหลงได้
ทุกคนเป็นพระได้ทั้งนั้น ถ้าคนนั้นละโลภ-โกรธ-หลงได้จริง ๆ
และไม่ยึดมั่น-ถือมั่นในสิ่งใด*
ข้าพเจ้าเคยติดเครื่องราง-ของขลัง คิดว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์
เพราะไม่รู้ แต่สิ่งนี้ก็ดีเพียงให้กำลังใจเท่านั้น
ไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์อะไรเลย
ฉะนั้น*เราจึงควรศึกษาศาสนาให้รู้จริง
หาไม่แล้ว เราจะเป็นคนป่า-คนเถื่อน*
**พระพุทธเจ้าสอนเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องวิธีดับทุกข์
เพราะไม่มีใครต้องการทุกข์
การไม่เข้าใจ ก็เป็นทุกข์**
เมื่อก่อนข้าพเจ้าไม่เข้าใจเรื่องศาสนาคริสต์
อ่านเท่าไร ก็ไม่เข้าใจ
แต่เมื่อเข้าใจแล้ว **ศาสนาทุกศาสนา
ก็สอนเรื่องให้คนไม่มีทุกข์ทั้งนั้น
ศาสนาทุกศาสนาสอนให้ไม่ยึดมั่น-ถือมั่น**
สอนให้รู้จักการงาน ขยัน-เก็บเล็กผสมให้มาก
แล้วก็สร้างฐานะตัวเอง สร้างฐานะบ้านเมือง
**ให้อยู่ร่วมกันโดยสันติ**
ทุกคนอยากได้ดี แต่ว่าไม่รู้จักสร้างความดี
การทำบุญในปัจจุบันนี้ ถ้าเรามองดูกันอย่างจริง ๆ
ยังไม่ถูกต้อง มีแต่การทำบาปส่วนมาก
เช่น มีการกินเหล้า เล่นไพ่ ฆ่าวัว-ฆ่าควาย
รำวงแล้วฆ่ากัน-ตีกันตายก็มี
ทำความเดือดร้อน แต่เราก็ยังคิดว่าทำบุญ
ความจริงแล้ว เราทำตามอารมณ์
**คำว่า‘บุญ’ ก็คือความสงบ-ความสบายใจ**
อย่างเช่น ทอดกฐิน บังสุกุล ผ้าป่า
คิดกันเอาว่าเป็นบุญ สิ่งเหล่านั้นก็ดี-ไม่ใช่ไม่ดี
ทำแล้วได้ความสุขชั่วครู่-ชั่วคราว
แต่ไม่ใช่ทางดับทุกข์ ทุกข์ไม่ได้หมดไป
**ตัวความทุกข์นี้แหละ คือสัจธรรม
การทำบุญนั้นดีแล้ว ถ้าหยุดโกรธ-หยุดโลภ-หยุดหลงได้
แต่ถ้าหยุดไม่ได้ ถึงแม้เราจะทำบุญ-ทำทาน
รักษาศีล-เป็นสุขใจดี แต่พอมีเรื่องกระทบใจขึ้นมา
ความดีมันหมดไปทันที นี่มันเป็นบุญไปไม่ได้**
เช่น น้ำแข็ง-เมื่อเราร้อน ๆ กินเข้าไป ทำให้เราเย็นชื่นใจ
แต่นาน ๆ น้ำแข็งมันออกฤทธิ์-ร้อนท้องขึ้นมา
คำว่า‘บุญ’ เราจะต้องเข้าใจ
เราจะทำกับใครก็ได้ทั้งนั้น จะให้ทานใครก็ตาม
เราจะได้อานิสงส์ทั้งนั้น
ส่วนมากแล้ว ก็สอนให้ทำบุญ-ทอดกฐิน
หรือสร้างพระพุทธรูป นั่งภาวนาหลับตากัน
แต่เรื่องอริยสัจ ๔ ไม่มีใครสอน
**ที่จริงพระพุทธเจ้าสอนให้รู้จักตัวเอง รู้จักมองจิตใจตัวเอง**
คำว่า‘คน’ แปลว่ากวน-คือมีทั้งดีและชั่ว
คนที่ไม่มีความละอาย จะเรียกว่าสัตว์ก็ได้
‘มนุษย์’ แปลว่าผู้มีจิตใจสูง
‘สัตว์’ คือผู้มีจิตใจต่ำ-หักห้ามใจไม่ได้
ส่วน‘เทวดา’ คือผู้ที่มีหิริ-โอตตัปปะ
คือคนที่มีความละอายแก่ใจ รู้ควร-ไม่ควร
‘พรหม’ คือผู้ที่มีเมตตา
‘พระ’ ก็คือผู้มีจิตใจประเสริฐ-คือผู้สอน
**สิ่งเหล่านี้ที่กล่าวมา ก็มีในตัวคนทุกคนนั้นเอง
ถ้าคนนั้นปฏิบัติให้รู้จริง
พระก็อยู่ในจิตใจ พรหมก็อยู่ในจิตใจ
เราอยากเป็นพระ ต้องทำใจให้เป็นพระ
ถ้าเราทำไม่ได้ ก็ไม่รู้
พระพุทธ-ไม่ใช่ทองคำ พระธรรม-ไม่ใช่ตัวหนังสือ
พระสงฆ์-ก็ไม่ใช่ลูกชาวบ้าน
แต่พระพุทธ-พระธรรม-พระสงฆ์ อยู่ในใจของทุก ๆ คน**
ส่วนพระสงฆ์ที่บวชแล้ว ก็สึกได้
ก็คือเรื่องสมมติ ที่เรียกว่า‘สมมติบัญญัติ’
ส่วน‘ปรมัตถบัญญัติ’ แปลว่าของจริง
ถ้ารู้ว่าจิตใจอันนี้เป็นจิตใจของสัตว์ เป็นจิตใจของคน
เป็นจิตใจของพระ เป็นจิตใจของเทวดา
หรือเป็นจิตใจของพรหม
อันนี้แหละเรียกว่า‘ปรมัตถบัญญัติ’
‘อรรถ’ แปลว่าลึก
บุคคลที่จะพิจารณาถึงเรื่องนี้ได้ ก็คืออริยบุคคล
คำว่า‘อริยบัญญัติ’
บุคคลที่จะพิจารณาถึงเรื่องนี้ได้ ก็คืออริยบุคคล
เช่นเดียวกัน คำว่า‘พระ’จึงอยู่ที่ความเป็นอริยบุคคลนี่เอง
นี่บัญญัติขึ้นเป็นอริยบุคคล นี่เป็นปรมัตถบัญญัติ
คือสมมติที่เป็นความจริง
ส่วนสมมติบัญญัติที่เป็นจริงโดยสมมติ เช่นทองคำ
ตัวมันเอง-มันไม่รู้จัก มันไม่มีราคา-ไม่มีค่าอะไร
แต่คนไปสมมติให้มีค่า-มีราคา
เงิน-เหรียญ เครื่องหมาย ตำรวจ-ทหาร ก็เช่นเดียวกัน…”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
————————————————————————————————
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
※ อย่าหลงตน-อย่าลืมตัว ※
※ ※
※ อย่าหลงกาย-อย่าลืมใจ ※
※ ※
※ อย่าหลงชีวิต ※
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
รู้สึกตัว…รู้สึกกาย รู้สึกใจ
_/|\_ _/|\_ _/|\_


ใส่ความเห็น