“…*‘อวิชชา’ คือความไม่รู้*
การสร้างชาติ-สร้างภพ ก็เป็นทุกข์
‘สุข’กับ‘ทุกข์’-มันอยู่ด้วยกัน
**เหนือสุข-เหนือทุกข์ก็มีอยู่**
ถ้าผู้มีปัญญา คิดเดี๋ยวเดียว-ก็รู้สิ่งนี้
เกิด-แก่-เจ็บ-ตาย ทุกข์ทั้งนั้น
เมื่อเรารู้ อย่าไปสร้าง
ทุกอย่างมันหมุนเวียน-เปลี่ยนแปลงไป
ทุกข์มันไม่ได้หายไปจากโลก
**เรื่องโลภ-โกรธ-หลงนี่ เราก็ควรรู้จัก
เมื่อเกิดขึ้น ก็เป็นทุกข์
ควรศึกษาความโกรธเสียก่อน
ความโกรธเกิดขึ้น เพราะจิตใจมันเผลอ
เรียกว่า‘วัตถุ’ หมายถึงทุกสิ่ง-ทุกอย่างที่มีอยู่
ใจมันมีจริง กำลังมีอยู่-เป็นอยู่เฉพาะหน้า
เรียกว่าปรมัตถ์
อาการ คือสภาพความเปลี่ยนแปลง
เมื่อไม่มี(สิ่งที่)เรียกว่าทุกข์…โทสะ-โมหะ-โลภะ
ก็จะไม่มีทุกข์
แต่ยังมีเวทนา-สัญญา-สังขาร-วิญญาณ
อันนี้ไม่มีทุกข์** แต่เป็นรูปร่างลักษณะของคน
จะเรียกเทวดา-พรหม-มนุษย์ หรือพระก็ได้
เพราะเป็นความสว่างทางจิตใจ
ต่อไปเรามารู้จักกิเลส-ตัณหา-อุปาทาน-กรรม
‘กิเลส’ แปลว่ายางเหนียว
‘ตัณหา’ แปลว่าความอยาก
‘อุปาทาน’ แปลว่ายึดมั่น-ถือมั่น
‘กรรม’ แปลว่าเสวย-หรือวิบาก
กรรมกับวิบาก-เป็นสิ่งเดียวกัน เสวยทุกข์-เสวยสุข
เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว-เรารู้แล้ว เราไม่ทำ-เพราะมันไม่ดี
เราต้องรู้จักวิธีปฏิบัติ
อันนี้เป็นอารมณ์ของวิปัสสนา
มี ๖ อารมณ์ คือ ตา-หู-จมูก-ลิ้น-กาย-ใจ
ต่อไปเป็นการรู้จักศีล มีศีลขันธ์-สมาธิขันธ์-ปัญญาขันธ์
‘ขันธ์’แปลว่าที่รองรับ-ต่อสู้ได้ทุกอย่าง
ถ้าขันดี-ตักน้ำก็ได้กิน ถ้าขันไม่ดี-ตักน้ำก็รั่ว
ศีลเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างหยาบ ศีล(ที่)เกิดจากจิตใจ
ส่วนศีลสังคมนั้น เราจะได้เพียงความสงบชั่วคราว
มันดับทุกข์ไม่ได้
**เราต้องคอยดูจิต-ดูใจ เพราะมันจะทำให้สงบด้วยสติ-ปัญญา
สงบด้วยการเห็นแจ้ง**
ถ้าปฏิบัติให้ถูกต้อง เราจะรู้จักมนุษย์-รู้จักคน
รู้จักสัตว์เดรัจฉาน รู้จักเทวดา-รู้จักพรหม
รู้จักพระ เพราะญาณมันเกิดขึ้นมาเอง
เทวดามิได้หมายถึงพวกอยู่บนสวรรค์ชั้นฟ้าอย่างเดียว
แต่หมายถึงพวกมีกิน-มีใช้ ทำอะไร-มีคนทำให้
พวกนี้อยู่สวรรค์ ๖ ชั้น ก็หมายถึง
ตาได้พบสิ่งงาม ปากได้กินอร่อย หูได้ฟังสิ่งไพเราะ
จมูกได้ดมสิ่งอันหอม กายได้สัมผัสอันดี ใจสบาย
เรารู้จักแต่สิ่งเหล่านี้ โดยไม่ได้มองจิต-มองใจอย่างแท้จริงแล้ว
เราก็ไม่สามารถรู้เรื่องของสวรรค์อย่างแท้จริงได้
เพราะฉะนั้น เทวดาและสวรรค์ ๖ ชั้นนี้
ตามความเป็นจริง ก็อยู่ในจิตใจของคนเรานั่นเอง
กามาสวะคือกามเป็นทุกข์ ภวาสวะคือภพเป็นทุกข์
อวิชชาสวะ *อวิชชาคือความไม่รู้
เมื่อรู้แล้ว-ก็เป็นวิชชา* ทีนี้ก็รู้จักการทำบุญด้วยกาย
การทำบุญด้วยวาจา-การทำบุญด้วยใจ
ทำบาปด้วยกายทำอย่างไร ? เช่น ฆ่าสัตว์-ลักทรัพย์
ทำบาปด้วยวาจา เช่น พูดไม่จริง
ทำบาปด้วยใจ เช่น ใจคิดไปในทางที่ไม่ดี
เมื่อรวมแล้ว ทำบาปทั้งกาย-วาจา-ใจ…เป็นสิ่งที่ไม่ดี
เราก็สามารถรู้จักได้ และก็รู้จักคุณธรรม
ต่างแต่ว่าบุคคลนั้นไม่ทำให้ญาณปัญญาเกิดขึ้น
ไม่ทำความเห็นแจ้ง ความสว่างแก่จิตใจให้เกิดขึ้น
**ความจริง ความสะอาด-สว่าง-สงบมีอยู่แล้ว
ถ้าเราทำให้เห็นแจ้งได้
นั่นเองคือความเป็นพระเกิดขึ้นที่จิตใจของเรา
นั่นก็หมายถึง ญาณถึงที่สุดแห่งทุกข์
แต่ถ้าหากรู้แล้วไม่ปฏิบัติ ก็ถึงไม่ได้
และต้องปฏิบัติให้ถูก
คนมีปัญญาเท่านั้นจะเข้าใจ และรู้ได้-เห็นได้**
ด้วยเหตุนี้ จึงว่าอวิชชาทำให้เกิดสังขาร-คือปรุงแต่ง
วันนี้พูดให้คิด
**‘ถ้าทุกคนปฏิบัติจริง ต้องรู้-ต้องเห็น
อย่างนานไม่เกิน ๓ ปี อย่างน้อยก็ ๗ วัน
จิตใจมันจะรู้เอง-จะเป็นเอง’
นี้เรียกว่า‘ญาณเกิดขึ้น เพราะมีการเจริญสติปัฏฐาน’
เมื่อเรารู้ ความไม่รู้ก็จะหายไป
กลายเป็นความรู้แจ้ง-เห็นจริง**
รู้จักสวรรค์-รู้จักนรก ตลอดจนรู้ถึงนิพพาน
ทุกข์-สุข สิ่งควร-ไม่ควร
แล้วจะอยู่ดี-มีสุข ทำอะไรได้หมด-เพราะรู้สิ่งนี้
ไม่ได้สอนให้เกียจคร้าน แต่สอนให้รู้
สอนให้ทำตัวให้ถูกต้องตามหน้าที่นั้น ๆ
**ถ้ารู้กันอย่างนี้แล้ว ความทุกข์ก็จะไม่มีที่จิตใจของเรา**…”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
————————————————————————————————
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
※ อย่าหลงตน-อย่าลืมตัว ※
※ ※
※ อย่าหลงกาย-อย่าลืมใจ ※
※ ※
※ อย่าหลงชีวิต ※
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
รู้สึกตัว…รู้สึกกาย รู้สึกใจ
_/|\_ _/|\_ _/|\_


ใส่ความเห็น