รู้สึกกาย รู้สึกใจ 6 กุมภาพันธ์ 2022

“…ตอนนี้ก็มาพูดกันเรื่องสุดท้าย ไม่ต้องพูดตามขั้นตอน

ก่อนที่จะตัดสินใจว่า‘ไม่ต้องไป-ไม่ต้องมา’

หลวงพ่อทำความรู้สึก เดินกลับไป-กลับมาตอนเช้า

**‘มันคิด-ก็รู้ มันเคลื่อนไหววิธีใด-ก็รู้…ดูอยู่แค่นั้นเอง

เอาแต่ความรู้สึกตัวเท่านั้น

มันนึกมันคิดอะไร…ก็รู้เท่า-รู้ทัน รู้จักกัน-รู้จักแก้’

เรียกว่า‘เอาชนะได้’**

นี่แหละ…รู้เท่า-รู้ทัน รู้จักกัน-รู้จักแก้

พอดีเดินกลับไป-กลับมา

คล้ายเราถอดเสื้อหรือถอดของในตัวเรานี่ออกหมด

แล้วก็เบากาย-เบาใจ มันเป็นขณะเดียวกันนะนี่

พูดให้ฟัง-แต่มันเร็ว ขาดออกเป็นช่วงเลย

แต่ไม่ใช่เป็นนิมิตอย่างนั้น-อย่างนี้นะ

**มันเห็นตัวของตัวเองขาดออกจากกัน มันขาดอย่างเชือก

คือ ธรรมชาติมันขาดออกจากกัน-ติดต่อกันไม่ได้**

จึงเปรียบเอาไว้ว่า

‘เอาเชือกไนลอนหรืออะไรก็ตามผูกปลายทั้ง ๒ ข้าง

ดึงให้ตึงแล้วตัดตรงกลาง เมื่อตัดแล้วจะดึงเข้าหากัน-มันไม่ถึง’

จึงว่า‘การไปก็ไม่มี-การมาก็ไม่มี มันเข้าสู่สภาพของมัน’

รูปนี้-มันก็เข้าสู่สภาพของมันแล้ว

ใจนึก-ใจคิด มันก็เข้าสู่สภาพของมันแล้ว

อันนี้แหละที่ในตำราว่า‘ถึงที่สุดแล้ว ญาณย่อมมี’

เพราะสัญญา-ความหมายรู้และจำได้

ญาณวิปัสสนาเข้าไปรู้ ปัญญาเข้าไปรอบรู้

ทั้ง ๓ อันนี้…มันแว๊บเดียวเท่านั้นเอง

**เรื่องนี้ไม่ต้องถามใคร…เมื่อมันเกิดขึ้นมาแล้ว รู้เอง-เห็นเอง**

ถ้าปฏิบัติอย่างที่แนะนำมา

*หากเรายังไม่พบเห็นในขณะนี้ ก็ต้องได้ประสบแน่นอน

อย่างช้าก็ตอนใกล้จะหมดลมหายใจ*

อย่างนี้ท่านเรียกว่า‘มืดมา-สว่างไป’

แต่ก่อนเราไม่รู้ บัดนี้เรารู้แล้ว

จะไปไหน-มาไหน จะทำ-จะพูด-จะคิด…เราก็สว่างแล้ว

อีกพวกหนึ่ง‘มืดมา-มืดไป’ เพราะไม่สนใจ-จึงไม่รู้

เข้าโลงก็มืด มามืด-ไปมืด

อีกพวกหนึ่ง‘สว่างมา-สว่างไป’

คือพวกที่เกิดมาไม่เคยทำชั่ว เคยทำแต่ความดี-ความงาม

แล้วก็**เจริญวิปัสสนา…รู้แจ้ง-เห็นจริง จิตใจไม่เศร้าหมอง

เรียกว่า‘สว่างมา-สว่างไป’ เพราะจิตใจรู้จริง-เห็นจริงนี่เอง**

อีกพวก‘สว่างมา-มืดไป’ เขาเกิดในตระกูลอันดี

พ่อแม่เคยฝึก-เคยสอน สอนให้ให้ทาน-รักษาศีล

ให้มีจิตใจผ่องใส แต่ไม่เคยเจริญวิปัสสนา

จึงไม่รู้แจ้ง-เห็นจริงไปจนตาย ท่านว่า‘สว่างมา-มืดไป’

เราคงเคยได้ยิน-ได้ฟังกันมาบ้างแล้ว ครูอาจารย์ท่านสอนว่า

‘คนเกิดมา ๑๐๐ ปี ถ้ายังไม่รู้-ไม่เห็นสภาพ

หรือภาวะอาการเกิดดับของชีวิตจิตใจ

เป็นชีวิตที่ไม่มีค่า-ไม่มีราคา เรียกว่าชีวิตเป็นหมันก็ได้

แต่คนเกิดมาเพียงวันเดียว

รู้แจ้ง-เห็นจริง-เข้าใจจริง ซาบซึ้งอยู่กับสิ่งนั้น

ชีวิตของคนนั้นประเสริฐยิ่ง ประเสริฐยิ่งกว่า

บุคคลผู้มีอายุเป็น ๑๐๐ ปี ที่ว่าเสียอีก’

เกิดเพียงวันเดียวนะ และมันจะพลิกเป็นดีได้อย่างไร ?

คนเกิดมาเพียงวันเดียว บางคนอาจจะสงสัย

ก็หมายความว่า **เราฟังธรรมะ-คำสอนของท่านผู้รู้

เกิดซาบซึ้ง-เข้าใจ แล้วนำเอาไปปฏิบัติ

ที่ท่านว่า‘มืดมา-สว่างไป’ เพราะเข้าใจนั่นเอง**

‘เป็นพระเจ้า-พระสงฆ์ก็ตาม บวชมา ๑๐๐ พรรษา

หากไม่รู้-ไม่เห็น-ไม่เข้าใจสภาพ

หรือภาวะการเกิดดับของรูป-ของจิตของใจนี้

การบวชของผู้นั้นก็เป็นหมัน ไม่มีราคาอะไรเลย

แต่**บุคคลผู้มาบวชเพียงวันเดียว

เกิดความรู้-ความเข้าใจเรื่องอาการเกิดดับของรูป-นาม

รูปเข้าสู่สภาพของรูป ใจเข้าสู่สภาพของใจ

เปรียบเหมือนเอามีดโกนตัดผมให้ขาดออกไปเลย

ชีวิตของบุคคลนี้แหละดีกว่า

ประเสริฐกว่าของบุคคลผู้บวชมา ๑๐๐ พรรษา** ท่านว่าอย่างนั้น

เรื่องนี้ครูอาจารย์ พ่อแม่ ปู่ย่า-ตายายเคยเล่าสู่กันฟัง…ก็จำได้

ฉะนั้น การคิด-พูด-ทำ…**ต้องศึกษาจริง ๆ

จึงจะรู้-จึงจะเห็น-จึงจะเข้าใจ**

*ทุกคนหนีไม่พ้นเรื่องความตาย*

เกิดมาคนหนึ่ง-ตายคนหนึ่ง เกิดมา ๒ คน-ตาย ๒ คน

คนรวยก็ตาย คนทุกข์ก็ตาย

คนเรียนหนังสือก็ตาย คนไม่เรียนหนังสือก็ตาย

ความตายเป็นสิ่งที่แน่นอนที่สุด จึงไม่ต้องกลัวตาย

แต่**ผู้ที่ปฏิบัติถึงที่สุดแล้ว

จะเข้าสู่สภาพที่เรียกว่า‘ไม่ต้องเกิด-ไม่ต้องตาย’

คือ‘ไม่ต้องไป-ไม่ต้องมาแล้ว’นั่นเอง เพราะมันขาดออกจากกัน

ไม่ติดต่อกันแล้ว**…‘ไม่ไป-ไม่มา’ ก็คำเดียวกัน

‘อายตนะภายใน ๖-อายตนะภายนอก ๖’ ก็คำเดียวกัน

แต่**เข้าถึงกันไม่ได้ ดูคนให้เห็นเป็นสภาพ-สภาวะ

ไม่รู้สึกว่าเป็นผู้หญิง-ไม่รู้สึกว่าเป็นผู้ชาย

ไม่รู้สึกว่าสวย-ไม่รู้สึกว่าไม่สวย

ได้ยินเสียง ก็ไม่รู้สึกว่าเพราะหรือไม่เพราะ

เพราะมันขาดออกจากกันแล้ว**

ดังที่พระพุทธเจ้าท่านว่า

‘สัตว์ทั้งหลายคือเราตถาคต สัตว์ทั้งหลายเหมือนเราตถาคต

เมื่อไม่รู้-ไม่เห็น-ไม่เข้าใจ-ไม่สัมผัสกับสิ่งเหล่านี้

ก็พยายามแสวงหาในการคิด-การพูด-การทำ เหมือนคนอยู่ในถ้ำ

เหมือนคนตกน้ำ โผล่หัวขึ้นมาไม่ได้

หรือโผล่ขึ้นมา-ยันขึ้นมาได้ แต่แล้วกลับจมดิ่งตายไปเลย’

ท่านว่าอย่างนั้น

ท่านกล่าวว่า ‘สัตว์ทั้งหลาย เราผู้เป็นตถาคตไปถึงแล้วแห่งนั้น

แล้วจึงนำมาสอนพวกเธอทั้งหลาย

ให้พวกเธอทั้งหลายประพฤติ-ปฏิบัติตามเราตถาคตนี้

ก็จะรู้-จะเห็น จะเป็น-จะมีอย่างเราตถาคตนี้’

**ต้องรู้เหมือนกัน-เห็นเหมือนกัน-เป็นเหมือนกัน

มีเหมือนกันกับพระพุทธเจ้า ไม่ผิดกันเลย**…”

หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

————————————————————————————————

※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※

※ อย่าหลงตน-อย่าลืมตัว ※

※ ※

※ อย่าหลงกาย-อย่าลืมใจ ※

※ ※

※ อย่าหลงชีวิต ※

※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※

รู้สึกตัว…รู้สึกกาย รู้สึกใจ

_/|\_ _/|\_ _/|\_

ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ


Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *