“…ตอนที่หลวงพ่อมาอยู่ที่ขอนแก่น มีครอบครัวหนึ่ง ๔ คน
พ่อตา-แม่ยาย-ลูกเขย-ลูกสาว มาปลูกบ้านอยู่
เขาไปหาซื้อตะกรุดจาก จ.ร้อยเอ็ด มา ๒ อัน
อันละ ๔๕๐ เป็นเงิน ๙๐๐ บาท สำหรับลูกเขยกับพ่อตา
สมัยนั้น เงิน ๙๐๐ บาท ไม่ใช่น้อย ๆ
และไปซื้อพระพุทธรูปจาก อ.หนองเรือ มาอีก ๒ องค์
เป็นของคุ้มครองรักษา แต่ปรากฏว่าคนในบ้านป่วยกันเรื่อย
ไปนิมนต์พระมาสวด ก็ไม่หาย
พอรู้ว่าหลวงพ่อมาอยู่ที่วัดโมกข์ (จ.)ขอนแก่น
เขาเห็นว่าเป็นพระวิปัสสนา จึงมานิมนต์ให้ไปสวด
ตอนนั้น ที่วัดโมกข์มีหลวงตาอยู่ด้วยกันอีกองค์หนึ่ง
เป็นสมภารบวชที่นั่น และสร้างวัดขึ้นมา
หลวงตาองค์นั้นก็จะไปกับหลวงพ่อด้วย
หลวงพ่อจึงบอกว่า ‘ถ้าไป ๒ คน มันไม่ขลัง-ต้องไปคนเดียว’
‘ถ้าหลวงตาไป หลวงพ่อก็ไม่ไป’
หลวงตาก็เลยไปไม่ได้ เพราะเขาไม่ได้นิมนต์
ตกลงหลวงพ่อเลยไปคนเดียว เขาเอารถมารับไปที่บ้าน
ถึงบ้านแล้ว หลวงพ่อก็ถามเขาว่า
‘บ้านหลังนี้สร้างมากี่ปีแล้ว ?’ เขาตอบว่า ‘๒-๓ ปีแล้ว
แต่คนในบ้าน คือลูกสาว-ลูกเขยและภริยาไม่สบายกันเรื่อย
มีเขาสบายอยู่คนเดียว’
หลวงพ่อถามว่า ‘เป็นเพราะอะไร ?’
เขาตอบว่า ‘บ้านนี้เป็นเสนียดจัญไร มีผีมาอยู่ด้วย’
หลวงพ่อถามต่อไปว่า ‘แล้วคนบ้านนี้นับถืออะไร ?’
เขาตอบว่า ‘นับถือพระ นับถือธรรมะ’
หลวงพ่อจึงขอดูพระที่เขาซื้อมา
เขาก็ไปหยิบเอาตะกรุดและพระออกมาให้ดู
หลวงพ่อถามว่า ‘จะเอาสรงน้ำได้ไหม ?’
เขาบอกว่า ‘ผมสรงน้ำทุกปี’
หลวงพ่อเลยบอกว่า ‘จะสรงน้ำพระให้’
เขาก็เลยเอาน้ำมาให้กาละมังหนึ่ง จะให้ทำน้ำมนต์
หลวงพ่อดูนาฬิกา แล้วเอาพระกับตะกรุดลงแช่น้ำ
แช่ไว้เป็นเวลา ๑ ชั่วโมง โดยชวนเขาพูดคุยเพลิน ๆ จนเขาลืม
หลวงพ่อจึงพูดขึ้นว่า ‘ลืมเอาพระขึ้นมา พระตายแล้ว’
เขาตกใจ ! เพราะคิดว่าพระจมน้ำตายจริง ๆ
หลวงพ่อถามเขาว่า ‘ถ้าคุณดำน้ำ คุณหายใจได้ไหม ?’
เขาตอบว่า ‘หายใจไม่ได้’
หลวงพ่อจึงบอกว่า ‘พระก็หายใจไม่ได้ ก็ตายเหมือนคุณ
เพราะถ้าคุณไม่หายใจ-คุณก็ต้องตาย ฉะนั้นพระก็ตาย’
หลังจากนั้น หลวงพ่อจึงสอนเขาไม่ให้งมงาย
ตะกรุดและพระนี้ไม่ขลัง-ไม่ศักดิ์สิทธิ์
ไม่ได้ให้ความคุ้มครองอะไรแก่คน
คนต่างหากเป็นผู้รักษาพระ รักษาตะกรุดไว้
‘เอาลงแช่น้ำชั่วโมงกว่าแล้ว ไม่เห็นว่าจะขึ้นมาจากน้ำได้เองเลย
แค่นี้ทำไม่ได้ แล้วจะช่วยคนได้อย่างไร ?’
เขาเข้าใจทันที และจะยกพระให้หลวงพ่อ
หลวงพ่อไม่เอา ถ้าให้มา-ก็เอาไปทิ้ง
บอกให้เขาเอาไปขายคืนเจ้าของ
หรือเอาไปขายคนอื่นที่อยากได้ ได้เงินเท่าใดก็ยังดี
แล้วเอา(เงิน)มารักษาคนเจ็บป่วย เอามาทำประโยชน์
เมื่อเขาเข้าใจกันดีแล้ว หลวงพ่อก็ทำน้ำมนต์
โดยให้เขาท่อง นะโม ๓ จบ
และไตรสรณคมน์ ‘พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ’ แล้วแปลให้ฟัง
แล้วพูดให้ฟังว่า ‘โยจักขุ โมหะ มาลาปะกัฏโฐ
แปลว่าท่านพระองค์ใดมีพระปัญญาจักษุ’
**ปัญญาจักษุนี้ ไม่ใช่ตาเนื้อนะ-แต่เป็นตาใจ
คือ มีปัญญาขจัดมลทิน คือโมหะ-ความหลงลงเสียได้
(ปัญญา)อันนี้แหละ จะมาช่วยได้
ไม่มีอะไรจะมาช่วยคุณได้ นอกจากปัญญาอันนี้**
‘สามังวะ พุทโธ สุคะโต แปลว่าเป็นผู้ไปดีแล้ว’
คือไปดี-มาดีนั่นเอง
ไม่ไปกินเหล้า เล่นไพ่ ไม่เที่ยวกลางคืน…ต้องเข้าใจอย่างนี้
เสร็จแล้วก็เอาน้ำมนต์นั้นรดให้คนนั้น-คนนี้ จนเปียกทั่วกันไปหมด
แล้วให้เอาน้ำมนต์ขัดถูบ้านให้ดี แล้วพูดให้กำลังใจว่า
‘ถูให้ดี ๆ ถูให้ผีมันหายไปในวันนี้แหละ’
พอถูบ้านเสร็จ เขาให้หลวงพ่อไปดูใต้ถุนบ้านที่มีกระดูกคน
หลวงพ่อก็พูดให้ฟังว่า ‘มันไม่ศักดิ์สิทธิ์อะไร
เอาไปเผาไฟ มันก็ไหม้หมด
ถ้ามันศักดิ์สิทธิ์จริง ต้องเผาไม่ไหม้’
แต่นี่พอเอาไฟเผา ก็ไหม้เป็นถ่านหมด
ทีนี้เขาก็หายป่วยกัน
นี่แหละคนไม่เข้าใจ จิตใจอ่อนแอ-ไม่มีที่พึ่ง
เลยไปพึ่งผี พึ่งเทวดา พึ่งนางธรณี
พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า
**‘อัตตาหิ อัตตะโน นาโถ ตนนั่นแหละเป็นที่พึ่งแห่งตน
จะไปพึ่งผู้อื่นหาได้ไม่’
ท่านทั้งหลายฟังแล้วก็ให้ปฏิบัติตาม
แล้วอย่าหยุดอยู่เพียงความเป็นคน ให้พัฒนาตนขึ้นมาเป็นมนุษย์
เป็นเทวดา เป็นอินทร์ เป็นพรหม
หรือไม่ต้องเป็นเทวดา อินทร์ พรหม ก็ได้
พัฒนาจิตใจจนกลับเข้ามาเป็น ‘พระ’ เลย**…”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
————————————————————————————————
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
※ อย่าหลงตน-อย่าลืมตัว ※
※ ※
※ อย่าหลงกาย-อย่าลืมใจ ※
※ ※
※ อย่าหลงชีวิต ※
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
รู้สึกตัว…รู้สึกกาย รู้สึกใจ
_/|\_ _/|\_ _/|\_


ใส่ความเห็น