รู้สึกกาย รู้สึกใจ 28 พฤษภาคม 2021

“*เรื่องความหลุดพ้น เป็นเรื่องสำคัญ

เพราะเป็นสมบัติของผู้มีจิตใจสูง

หรือของมนุษย์ทุกชาติ-ทุกภาษา ทุกเพศ-ทุกวัย

การศึกษาหาทางหลุดพ้น ต้องศึกษาที่เนื้อ-ที่ตัวของเรา

อันกว้างศอก-ยาววา-หนาคืบนี้

ต้องศึกษา รู้จำ-รู้จัก-รู้แจ้ง-รู้จริงในสิ่งนั้น

จึงจะหลุดพ้นออกมาได้*

ขั้นต้น ต้องหลุดพ้นจากความงมงาย-ไร้สาระ

การศึกษาหาทางหลุดพ้นในเรื่องนี้

ต้องศึกษาหาสิ่งที่เราหลงยึดมั่น-ถือมั่น

เมื่อรู้แจ้ง-รู้จริงแล้ว ก็ต้องปล่อยวางสิ่งที่สมมตินั้นได้เด็ดขาด

หากเป็นฆราวาส-ญาติโยม ก็เรียกว่าเป็นพระอริยบุคคล

ถ้าหากบวชเป็นพระภิกษุ ก็เรียกว่าพระอริยสงฆ์

คำว่า‘อาสวะ’ คือกิเลสที่หมักดอง

เหมือนตมเลนที่หมักดองอยู่กับน้ำ และไหลอยู่ไม่ขาดสาย

ผู้ที่ตัดขาด หรือผู้ที่หลุดพ้นออกมาได้

ก็เรียกว่าพระอริยบุคคล-อริยสงฆ์สาวก

ตัวอย่างเช่น คนที่เคยเคี้ยวหมาก-สูบบุหรี่

แล้วเลิกละสิ่งเหลานั้นได้โดยเด็ดขาด ก็เรียกว่าหลุดพ้น

คนเคยดื่มสุรา-เล่นการพนัน-ดูการละเล่น-เที่ยวกลางคืน-คบคนชั่ว

ต่อเมื่อรู้แจ้ง-รู้จริงแล้ว

ก็งดเว้นจากสิ่งเหล่านั้น เลิกละได้เด็ดขาด-ไม่ทำสิ่งนั้นอีก

ก็เรียกว่าหลุดพ้นจากสิ่งนั้น

เคยดูฤกษ์-ดูยาม เคยติดเครื่องราง-ของขลังศักดิ์สิทธิ์

เมื่อรู้สึกตัวว่าเป็นสิ่งสมมติ ก็เลิกละได้เด็ดขาด

ไม่ยึดติด-ไม่ข้องแวะกับสิ่งเหล่านั้นอีก ก็เรียกว่าหลุดพ้น

นี้เป็นการให้ข้อคิดสะกิดใจ

เรื่องหลุดพ้นมีมาก

เช่น มโหสบคบงันต่าง ๆ ถ้าเลิกละได้-ก็เรียกว่าหลุดพ้น

การกลัวผี-เทวดาก็เหมือนกัน เป็นเรื่องสมมติ

เงิน-ทอง-เพชรนิลจินดา ก็ยังเป็นสมมมติ

ต้องศึกษาให้รู้แจ้ง-รู้จริงในหน้าที่ของสมมติ

คือให้เราอยู่เหนือสมมติ แต่ทำตามสมมติให้ถูกต้อง

เช่น การสมมติว่าสวย-ว่างาม ว่าดี-ว่าชั่ว

ตลอดจนการให้ทาน-รักษาศีล ก็ยังเรียกว่าสมมติ

หากรู้แจ้ง-รู้จริง ก็ไม่ควรยึดมั่น-ถือมั่นอยู่กับสิ่งเหล่านั้น

เพราะว่ายังละความโกรธ-ความโลภ-ความหลงไม่ได้

การกระทำสิ่งใดก็ตาม แม้ส่วนดีจะมีอยู่มาก

แต่ถ้าหากเราเลิกละจากความงมงายไม่ได้

ก็เรียกว่าปุถุชน เพราะจิตใจยังต่ำ

ตรงกันข้าม หากเลิกละได้-ก็เรียกว่ามนุษย์ผู้มีใจสูง

ที่เราว่าดี-ว่าชั่วนั้น มันเกิดจากกิเลสที่หมักดองอยู่

แล้วยึดมั่น-ถือมั่น เรียกว่าอุปาทาน

เป็นทุกข์ทรมานสำหรับผู้ที่โง่เขลา

*พุทธศาสนาจึงสอนให้เจริญสติ-เจริญปัญญา

ให้เกิดการรู้แจ้ง-รู้จริง แล้วก็หลุดพ้นได้จริง ๆ*

ไม่ว่ายุคใด-สมัยใด ทุกคนสามารถเป็นพระได้ทางจิต-ทางใจ

ไม่ว่าชนชาติไหน-ภาษาใด นับถือศาสนาไหน

นุ่งห่มผ้าสีอะไร ผู้หญิง-ผู้ชาย เด็ก-ผู้ใหญ่

เพราะ*ความหลุดพ้นนั้นมีอยู่แล้ว

ชีวิต-จิตใจของทุกคนมีความสะอาด-ความสว่าง-ความสงบอยู่แล้ว

เพียงแต่เขาผู้นั้นจะมาศึกษาถึงความหลุดพ้นหรือไม่เท่านั้นเอง*

แม้ท่านจะมีเงินร้อยล้าน-พันล้าน ก็หาซื้อไม่ได้

เพราะไม่มีบริษัทห้างร้านที่ไหนขายชีวิต-จิตใจ

**เมื่อท่านเป็นมนุษย์แล้ว จงอย่าให้ชีวิตขาดทุน

ทางหลุดพ้นจริง ๆ ต้องมาเจริญสติ-มีความรู้สึกตัว

จึงจะสงบ จึงจะหลุดพ้นจากโทสะ-โมหะ-โลภะ

หลุดพ้นจากกิเลส-ตัณหา-อุปาทาน-กรรมต่าง ๆ

ความไม่ยึดมั่น-ไม่ถือมั่น มีอยู่แล้ว

ต้องแสวงหาให้รู้แจ้ง-รู้จริง**

ความหลุดพ้นในทุก ๆ ศาสนา มี ๔ อย่าง-หรือ ๔ ระดับ

การรู้แจ้ง-รู้จริง ก็มี ๔ ระดับ

การตรัสรู้ ก็มี ๔ ระดับ

คือ พระโสดาบัน-พระสกิทาคามี-พระอนาคามี

และพระอรหันต์”

หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

————————————————————————————————

※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※

※ อย่าหลงตน-อย่าลืมตัว ※

※ ※

※ อย่าหลงกาย-อย่าลืมใจ ※

※ ※

※ อย่าหลงชีวิต ※

※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※

รู้สึกตัว…รู้สึกกาย รู้สึกใจ

_/|\_ _/|\_ _/|\_

ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ


Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *