รู้สึกกาย รู้สึกใจ 29 พฤษภาคม 2021

“…สำหรับวันนี้ หลวงพ่อจะพูดถึงสิ่งที่เราเข้าใจกันน้อย

สิ่งที่คนเราพากันหลงลืม คือ

*ที่จริง เรามีของดีไว้ในตัวกันอยู่แล้วทุกคน

แต่พวกเราพากันหลงลืมของดีอันนี้กันเสียสนิทเลย

เมื่อลืมแล้ว ก็เที่ยวไปหาของที่ไม่จริง-ไม่จัง

ว่าเป็นของจริง-ของแท้ เป็นสรณะ-เป็นที่พึ่ง…ก็หากันเรื่อยไป

เมื่อมีอะไรแปลกใหม่ เราก็จับฉวยเอาสิ่งนั้น-สิ่งนี้

นึกเอาว่าสิ่งนี้แหละ ที่เราหา-เราต้องการ

แต่ความจริง สิ่งนั้นมันไม่จริง

เป็นเพียงเราสร้างมันขึ้นมาใหม่ ตามความคิด-ความเชื่อของเรา

เมื่อสร้างกันขึ้นมา ก็ถือเอาว่า-อันนี้แหละเป็นสัจจะความจริง

เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นสรณะ

เป็นที่พึ่ง-ที่ปกป้องคุ้มภัยให้กับชีวิตของเราได้

เมื่อยึดถือ-พึ่งพิงสิ่งเหล่านั้นกันแล้ว ก็เลยหลงตัว-ลืมตน

ลืมความดีงามของตนเองไป

นี่เรียกว่า ‘ของดีมีอยู่แล้ว-แต่เราพากันละทิ้งมันเสีย

ไม่ศึกษา-ไม่ปฏิบัติ (ไม่)พัฒนาความดีงามในตนเองให้เติบใหญ่’*

เมื่อพูดเช่นนี้แล้ว ก็จะพูดให้ท่านทั้งหลายฟังเอาไว้

คือเรื่องศาสนานี้ เราเข้าใจกันว่าพระพุทธเจ้าบัญญัติขึ้นมา

เราเข้าใจกันมาอย่างนั้น

แต่ส่วนที่หลวงพ่อจะพูดนี้ ไม่ได้พูดอย่างนั้น

คนเราชอบเชื่อตาม ๆ กันมา ไม่ชอบพิจารณาแยกแยะ-ไม่เข้าใจ

ว่าศาสนานั้นเป็นอย่างนั้น-ศาสนานี้เป็นอย่างนี้

ทุกอย่างที่เชื่อ ๆ กัน ถือว่าเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า

อย่างการรู้จักให้ทาน-รักษาศีล-ทำกรรมฐาน

ก็ถือว่าเป็นพุทธศาสนาแล้ว คนเราเข้าใจกันอย่างนั้นจริง ๆ

ตัวหลวงพ่อเองก็เคยเข้าใจอย่างนั้น

แต่ความจริง อันนั้นเป็นคำสอนของศาสนาพราหมณ์

พราหมณ์ แปลว่าคนฉลาด-ค้นคว้าหาทางดับทุกข์หรือทางพ้นทุกข์

ศาสนาพราหมณ์กับศาสนาฮินดูนี่ มันเป็นอันเดียวกัน

เป็นศาสนาเก่าแก่ที่มีมาก่อนพระพุทธศาสนา

ทีนี้คนเราเกิดมา ไม่มีที่พึ่งพิงอาศัยทางจิตใจ

บุคคลที่ฉลาด ก็เลยออกไปแสวงทำกรรมฐานในป่าเขา

หรือออกจากบ้านไป ก็พวกพราหมณ์นั่นเอง

ไปอยู่ในป่า-ในถ้ำ หรือที่ที่มันสงบสงัด-หัดบำเพ็ญตัวเอง

บัดนี้คนที่มีความทุกข์ ยังไม่มีที่พึ่ง

ก็ถือว่าคนพวกนั้นเป็นผู้วิเศษ สามารถติดต่อกับผีเทวดาได้

ก็พากันไปตามหาพวกพราหมณ์ที่นั่งเข้าฌานทำสมาบัติ

หรือนั่งทำความสงบอยู่ในถ้ำ พราหมณ์เหล่านั้นเป็นคนฉลาด

เมื่อชาวบ้านเดือดร้อน ไปถามปัญหา-ไปขอความช่วยเหลือ

เช่น เจ็บหัว-ปวดท้อง

คนฉลาดพวกนั้นก็ว่า ‘นี่เป็นเพราะผีเจ้าป่า-เจ้าเขา

เป็นเพราะเทวดาลงโทษ พวกเจ้าไปผิดผี-ลบลู่เทวดา’

เมื่อเป็นเช่นนั้น คนที่ไม่รู้เรื่อง-รู้ราวอะไร

พอคนฉลาดไปชี้อย่างนั้น เป็นพราหมณ์ซะด้วย

ก็เลยเชื่อไปตามนั้น นี่เขาเรียกว่าเชื่อตามผู้รู้สอน

สมมติให้ท่านฟังต่อไป

พราหมณ์เหล่านั้นที่อยู่ป่า-อยู่ถ้ำ บำเพ็ญตบะ

พวกชาวบ้านมีปัญหา-มีความทุกข์ มาหาที่พึ่ง

ก็บอกว่า นี้เป็นเพราะผีทำ-เทวดาทำ

ถึงได้เจ็บไข้ได้ป่วยอย่างนั้น-อย่างนี้

และในขณะที่คนฉลาดเหล่านี้ไม่ได้ทำมาหากินอะไร

มัวแต่นั่งบำเพ็ญตบะ ก็เลยหันมาหากินเอากับคนที่ไม่ฉลาด

คือชาวบ้านนั่นเอง พอตนอยากกินเป็ด-กินไก่

ก็ต้องบอกว่าผีทำ ต้องบวงสรวงผี-ขอขมา

ต้องเอาหมู-เอาไก่ไปให้พวกนั้น พวกนั้นก็เอาไปให้ผีกิน

เพราะคนเหล่านั้นติดต่อกับผีได้ พูดกับผีได้

คนไม่ฉลาดก็เลยไปเลี้ยงผี และเลี้ยงคนฉลาด

ต่อมา-โรคมันหายไป บางครั้งเป็นเพราะกำลังใจของเราเอง

ต่อมา กลับมาเจ็บหัว-ปวดท้องอีกแล้ว

ทีนี้ก็ว่าเทวดาทำให้เป็นอย่างนี้ ต้องเลี้ยงเทวดาด้วยของหวาน

ด้วยน้ำอ้อย-น้ำตาล ชาวบ้านก็จัดการแต่งหวานไปเลี้ยงเทวดา

ก็เป็นอยู่อย่างนี้

ที่จริง…ผีกับเทวดา-มันอยู่ด้วยกัน เพราะเราไม่รู้นั่นเอง

อันนี้ไม่ใช่สอนนะ พูดให้ฟัง

คนมีปัญญาต้องรู้จักคิด ต้องพิจารณาเอาเอง

ผีมันชอบกินคาว-กินเป็ด-กินไก่ เทวดาชอบกินของหวาน-กินน้ำอ้อย-น้ำตาล

พวกคนฉลาดเหล่านั้นบอกว่า ติดต่อกับผี-เทวดาได้

เพราะตนบำเพ็ญตบะ มีฤทธิ์-มีเดช

แต่ความจริง คนเหล่านั้นนั่นแหละหลอกกิน

มันอยากกินเป็ด-กินไก่ ก็ว่าผีทำซิ

พออยากกินข้าวต้ม-ขนมหวาน มันก็ว่าเทวดามาทำให้เจ็บหัว-ปวดท้อง

ที่ผีกับเทวดามันมี เพราะเราไม่รู้-ไม่เข้าใจ

ผีคืออะไร-ไม่รู้ เทวดาอยู่ที่ไหน-ไม่รู้…เชื่ออยู่แต่ว่ามีผี-มีเทวดา

บัดนี้อยู่นาน ๆ มา

ชาวบ้านพากันมาถามพวกพราหมณ์-คนฉลาดอีกแล้วว่า

คนตายแล้วจะไปเกิดไหม ตายแล้วจะไปไหน ?

ถูกถามอย่างนี้ พวกคนฉลาดเหล่านั้นก็มาประชุมกัน

เอ-มีคนมาถามวันนี้ ตายแล้วเกิดไหม ?

เราจะตอบยังไง นั่งปรึกษาหารือกันในหมู่คณะคนฉลาดด้วยกัน

อ้อ-ต้องตอบว่า ตายแล้วก็ไปเกิดเป็นเทวดา

บุคคลใดทำดี ต้องไปเกิดเป็นเทวดา-บุคคลใดทำชั่วก็ไปเกิดเป็นผี

นี่-ต้องตอบกันไปแบบนี้

พอพราหมณ์ตอบกันมาอย่างนี้ ชาวบ้านก็เชื่อกันไปตามนั้น

ตั้งหน้าตั้งตาทำบุญ-ทำทาน เพื่อจะไปเกิดเป็นเทวดา

*เชื่อหมุนวนเวียนกันอยู่อย่างนี้-เพราะไม่รู้*

อันนี้หลวงพ่อพูดให้ฟังเพียงคร่าว ๆ

*พวกท่านที่เคยศึกษาเล่าเรียนประวัติศาสตร์กันมา

บางทียิ่งเรียน-ยิ่งไม่รู้ความจริง เพราะเราไปเรียน-ไปจำเอาตามหนังสือ

ไม่รู้จักใช้สติปัญญาพิจารณาความเป็นจริง

ที่จริง จะเรียนอะไรก็ตาม-เราต้องรู้จักพิจารณาความจริง

อย่าเชื่อตาม ๆ กันไป

อย่างในหนังสือกาลามสูตรบอกว่า ‘อย่าเชื่อถือโดยเขาพูดตาม ๆ กันมา

อย่าเชื่อถือเพราะเห็นว่าเขาทำตาม ๆ กันมา

อย่าเชื่อเพราะผู้พูดเป็นครูของเรา

อย่าเชื่อว่าเพราะมันมีคำสอนอยู่ในพระคัมภีร์

อย่าเชื่อเพราะอะไรต่าง ๆ นานา ๑๐ ประการด้วยกัน’

สรุปแล้ว อย่าเป็นคนเชื่ออะไรง่าย ๆ ถ้ายังไม่พิจารณาความเป็นจริง

ท่านสอนให้เรารู้จักใช้สติปัญญา*

แต่ชาวพุทธเรา ก็ยังเชื่อถือความเชื่อต่าง ๆ นานามากมาย

เชื่อกันชนิดหัวชนฝากันเลย…”

หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

————————————————————————————————

※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※

※ อย่าหลงตน-อย่าลืมตัว ※

※ ※

※ อย่าหลงกาย-อย่าลืมใจ ※

※ ※

※ อย่าหลงชีวิต ※

※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※

รู้สึกตัว…รู้สึกกาย รู้สึกใจ

_/|\_ _/|\_ _/|\_

ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ


Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *