รู้สึกกาย รู้สึกใจ 31พฤษภาคม 2022

“…พอดีเรารู้จักเรื่อง‘นามรูป’แล้ว

เราจะรู้จักว่า‘วัตถุทั้งหลายที่มองเห็นด้วยตา จับถูกด้วยมือ

มันเป็นอาการชนิดหนึ่ง

เช่น บ้านเรือนก็มีการผุพัง เปลี่ยนแปลงได้’

บัดนี้วัตถุอันนี้เป็นวัตถุชนิดหนึ่ง ซึ่งมันมีจริง

‘วัตถุ’ แปลว่ามีจริง

มีจริง ๆ-เห็นจริง ๆ-รู้จริง ๆ-เข้าใจจริง ๆ

‘วัตถุ’ หมายถึงของจริงที่มีอยู่-มีอยู่หมดทุกคน

อันนี้ชื่อว่าการเขย่าธาตุรู้ของบุคคล มีอยู่แล้วทุก ๆ คน

แต่เมื่อเราไม่เห็นนั้น ชื่อว่า‘เราไม่มี-เราไม่เข้าใจ’

แต่ความจริงมันมีอยู่แล้ว

เมื่อเราดูอยู่นี้แหละ

เราเห็น ‘อ้อ! วัตถุหมายถึงตัวจริง-จิตใจหรือว่าชีวิตก็ตาม’

‘ปรมัตถ์’’ (หมายถึง)เรากำลังเห็นความมีอยู่-เป็นอยู่นี้แหละ

มันคิดขึ้นมา ‘อ้อ! อาการเปลี่ยนแปลงของมันเป็นอย่างนั้น’

ประเดี๋ยวมันคิดเรื่องนั้นขึ้นมา อันนี้เป็น‘อาการ’ของความคิด

‘เอ้อ! เป็นวัตถุ-เป็นปรมัตถ์-เป็นอาการชนิดหนึ่ง’

เมื่อเห็นอยู่อย่างนี้แหละ เรียกว่า‘เราเห็นธรรมชนิดหนึ่ง’

**เห็นธรรมแบบนี้เพื่อไปปราบความโลภ-โกรธ-หลงให้หมดไป**

มรรค

**‘มรรค’ เป็นข้อปฏิบัติเพื่อให้ถึงความดับทุกข์’

‘มรรค’ คือเราเอาสติมาคอยดูความคิด-เป็นข้อปฏิบัติ

คือเราปฏิบัติอะไรก็ได้(ทำอะไรอยู่ก็ตาม) คอยดูอยู่อย่างนี้**

ไม่ใช่เอามือปฏิบัติ มือนี้ต้องทำการงานตามหน้าที่ของเรา

**แต่ใจนั้น เราต้องคอยดูตัวความคิด

มรรคจึงเป็นข้อปฏิบัติเพื่อให้ถึงความดับทุกข์**

เมื่อเราเห็นสมุฏฐานของมัน

เรียกว่า(ต้อง)สมมติอีก

*คนที่ไม่เคยได้ยิน-ได้ฟัง ไม่เคยรู้-เห็น

และไม่เคยได้ปฏิบัติ จะไม่รู้เลย*

เราต้องมาว่าสมมติ-อุปมา หรือเปรียบเทียบให้ฟังอีก

สมมติคนไม่เคยเห็นวิธีใช้ไฟฟ้า ไปเปิดไฟ

เขาไม่รู้จักวิธีเปิดไฟ เขาก็ไปจับเอาหลอด(ไฟ)

ไปหมุน ๆ อยู่อย่างนั้น

หมุนจนตาย หลอดไฟก็ไม่สว่าง

ตอนนี้ต้องดูให้มันแน่นอนลงไป

(หลอดไฟ)มันไม่ติด

เพราะไม่ใช่สมุฏฐานต้นกำเนิดของไฟอยู่ที่นั่น

คนนั้นเรียกว่า*‘ไม่รู้จักสมุฏฐานของความคิด’

จึงคิดว่า โมหะ-โลภะ-โทสะมีอยู่เป็นประจำ*

พวกนี้จึงว่าไปอย่างนี้

แต่ความจริง

**คนที่จะรู้ว่าโมหะ-โลภะ-โทสะไม่มี เพราะว่าเราเห็น**

บัดนี้ถึงเวลาแล้ว จะไปติดความสว่าง

(หลอดไฟจะติด, หลอดไฟจะสว่าง)

เราไม่ต้องจับหลอดไฟ ไปจับ(ที่)สวิทซ์ไฟ

มันก็ทำความสว่างที่หลอด(ไฟ)โน้น

อันนี้ก็เหมือนกัน

ความจริงแล้วเราไม่ต้องไปว่ามัน

**ความโกรธ-ความโลภ-ความหลงมันไม่มี แต่ขอให้เรามีสติ**

เมื่อเรามีสติคอยดูจิตใจอยู่

อันตัวสตินี้มันมีอยู่แล้ว

มันมีความตรงกันข้ามอยู่อย่างนี้

**เมื่อเรามีสติคอยระมัดระวัง ดูจิต-ดูใจอยู่

ความจริงแล้วความหลงไม่มี

เมื่อความหลงไม่มี โทสะจะเกิดขึ้นอย่างไร ?

เกิดขึ้นไม่ได้ เพราะมีสติคุมอยู่แล้ว

(เมื่อความหลงไม่มี) โลภะจะเกิดมาในรูปใด ?

มาไม่ได้ เพราะปัญญารอบรู้อยู่แล้ว**

อันนี้เราเห็นสมุฏฐาน ต้องปฏิบัติอย่างนี้

**เมื่อปฏิบัติอย่างนี้ เราต้องคอยดู-ดูมันอย่างนี้แหละ

มันจะเกิดปัญญาแว๊บขึ้นมา**

มันจะเกิดความดีใจ ไม่ใช่ใจดีนะ-ดีใจ

แล้วภูมิใจว่าตัวเองรู้ธรรม-เห็นธรรม-เข้าใจธรรมอย่างซาบซึ้ง

ปราบความหลงผิดได้แล้ว

(ตอนนี้จะ)เกิดปิติ

อันปิติอันนี้ มันจะมาชักชวนให้เราลืม

ลืมต้นเหตุสมุฏฐานของความคิด

เมื่อเราไปติดปิติแล้ว เราลืม

อันนี้ชื่อว่า‘ถูกน้อย’ เพราะมันจะไปติดตัวปิติ-ความสุขนั้น

มันจะปราบความหลงไม่ได้

ตัวนี้มันยังเป็นการเอาหินทับหญ้าอยู่…”

หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

————————————————————————————————

※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※

※ อย่าหลงตน-อย่าลืมตัว ※

※ ※

※ อย่าหลงกาย-อย่าลืมใจ ※

※ ※

※ อย่าหลงชีวิต ※

※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※

รู้สึกตัว…รู้สึกกาย รู้สึกใจ

_/|\_ _/|\_ _/|\_

ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ


Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *