“…พอดีเรารู้จักเรื่อง‘นามรูป’แล้ว
เราจะรู้จักว่า‘วัตถุทั้งหลายที่มองเห็นด้วยตา จับถูกด้วยมือ
มันเป็นอาการชนิดหนึ่ง
เช่น บ้านเรือนก็มีการผุพัง เปลี่ยนแปลงได้’
บัดนี้วัตถุอันนี้เป็นวัตถุชนิดหนึ่ง ซึ่งมันมีจริง
‘วัตถุ’ แปลว่ามีจริง
มีจริง ๆ-เห็นจริง ๆ-รู้จริง ๆ-เข้าใจจริง ๆ
‘วัตถุ’ หมายถึงของจริงที่มีอยู่-มีอยู่หมดทุกคน
อันนี้ชื่อว่าการเขย่าธาตุรู้ของบุคคล มีอยู่แล้วทุก ๆ คน
แต่เมื่อเราไม่เห็นนั้น ชื่อว่า‘เราไม่มี-เราไม่เข้าใจ’
แต่ความจริงมันมีอยู่แล้ว
เมื่อเราดูอยู่นี้แหละ
เราเห็น ‘อ้อ! วัตถุหมายถึงตัวจริง-จิตใจหรือว่าชีวิตก็ตาม’
‘ปรมัตถ์’’ (หมายถึง)เรากำลังเห็นความมีอยู่-เป็นอยู่นี้แหละ
มันคิดขึ้นมา ‘อ้อ! อาการเปลี่ยนแปลงของมันเป็นอย่างนั้น’
ประเดี๋ยวมันคิดเรื่องนั้นขึ้นมา อันนี้เป็น‘อาการ’ของความคิด
‘เอ้อ! เป็นวัตถุ-เป็นปรมัตถ์-เป็นอาการชนิดหนึ่ง’
เมื่อเห็นอยู่อย่างนี้แหละ เรียกว่า‘เราเห็นธรรมชนิดหนึ่ง’
**เห็นธรรมแบบนี้เพื่อไปปราบความโลภ-โกรธ-หลงให้หมดไป**
มรรค
**‘มรรค’ เป็นข้อปฏิบัติเพื่อให้ถึงความดับทุกข์’
‘มรรค’ คือเราเอาสติมาคอยดูความคิด-เป็นข้อปฏิบัติ
คือเราปฏิบัติอะไรก็ได้(ทำอะไรอยู่ก็ตาม) คอยดูอยู่อย่างนี้**
ไม่ใช่เอามือปฏิบัติ มือนี้ต้องทำการงานตามหน้าที่ของเรา
**แต่ใจนั้น เราต้องคอยดูตัวความคิด
มรรคจึงเป็นข้อปฏิบัติเพื่อให้ถึงความดับทุกข์**
เมื่อเราเห็นสมุฏฐานของมัน
เรียกว่า(ต้อง)สมมติอีก
*คนที่ไม่เคยได้ยิน-ได้ฟัง ไม่เคยรู้-เห็น
และไม่เคยได้ปฏิบัติ จะไม่รู้เลย*
เราต้องมาว่าสมมติ-อุปมา หรือเปรียบเทียบให้ฟังอีก
สมมติคนไม่เคยเห็นวิธีใช้ไฟฟ้า ไปเปิดไฟ
เขาไม่รู้จักวิธีเปิดไฟ เขาก็ไปจับเอาหลอด(ไฟ)
ไปหมุน ๆ อยู่อย่างนั้น
หมุนจนตาย หลอดไฟก็ไม่สว่าง
ตอนนี้ต้องดูให้มันแน่นอนลงไป
(หลอดไฟ)มันไม่ติด
เพราะไม่ใช่สมุฏฐานต้นกำเนิดของไฟอยู่ที่นั่น
คนนั้นเรียกว่า*‘ไม่รู้จักสมุฏฐานของความคิด’
จึงคิดว่า โมหะ-โลภะ-โทสะมีอยู่เป็นประจำ*
พวกนี้จึงว่าไปอย่างนี้
แต่ความจริง
**คนที่จะรู้ว่าโมหะ-โลภะ-โทสะไม่มี เพราะว่าเราเห็น**
บัดนี้ถึงเวลาแล้ว จะไปติดความสว่าง
(หลอดไฟจะติด, หลอดไฟจะสว่าง)
เราไม่ต้องจับหลอดไฟ ไปจับ(ที่)สวิทซ์ไฟ
มันก็ทำความสว่างที่หลอด(ไฟ)โน้น
อันนี้ก็เหมือนกัน
ความจริงแล้วเราไม่ต้องไปว่ามัน
**ความโกรธ-ความโลภ-ความหลงมันไม่มี แต่ขอให้เรามีสติ**
เมื่อเรามีสติคอยดูจิตใจอยู่
อันตัวสตินี้มันมีอยู่แล้ว
มันมีความตรงกันข้ามอยู่อย่างนี้
**เมื่อเรามีสติคอยระมัดระวัง ดูจิต-ดูใจอยู่
ความจริงแล้วความหลงไม่มี
เมื่อความหลงไม่มี โทสะจะเกิดขึ้นอย่างไร ?
เกิดขึ้นไม่ได้ เพราะมีสติคุมอยู่แล้ว
(เมื่อความหลงไม่มี) โลภะจะเกิดมาในรูปใด ?
มาไม่ได้ เพราะปัญญารอบรู้อยู่แล้ว**
อันนี้เราเห็นสมุฏฐาน ต้องปฏิบัติอย่างนี้
**เมื่อปฏิบัติอย่างนี้ เราต้องคอยดู-ดูมันอย่างนี้แหละ
มันจะเกิดปัญญาแว๊บขึ้นมา**
มันจะเกิดความดีใจ ไม่ใช่ใจดีนะ-ดีใจ
แล้วภูมิใจว่าตัวเองรู้ธรรม-เห็นธรรม-เข้าใจธรรมอย่างซาบซึ้ง
ปราบความหลงผิดได้แล้ว
(ตอนนี้จะ)เกิดปิติ
อันปิติอันนี้ มันจะมาชักชวนให้เราลืม
ลืมต้นเหตุสมุฏฐานของความคิด
เมื่อเราไปติดปิติแล้ว เราลืม
อันนี้ชื่อว่า‘ถูกน้อย’ เพราะมันจะไปติดตัวปิติ-ความสุขนั้น
มันจะปราบความหลงไม่ได้
ตัวนี้มันยังเป็นการเอาหินทับหญ้าอยู่…”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
————————————————————————————————
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
※ อย่าหลงตน-อย่าลืมตัว ※
※ ※
※ อย่าหลงกาย-อย่าลืมใจ ※
※ ※
※ อย่าหลงชีวิต ※
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
รู้สึกตัว…รู้สึกกาย รู้สึกใจ
_/|\_ _/|\_ _/|\_


ใส่ความเห็น