“… ‘อนิจจัง-ทุกขัง-อนัตตา’
ที่พ่อแม่ปู่ย่าตายาย และครูบาอาจารย์บอก-สอนมานั้น
ท่านว่า‘ทุกขังแปลว่าทนไม่ไหว อนิจจังแปลว่าไม่เที่ยง
อนัตตาแปลว่าบังคับไม่ได้ เช่น ผมหงอก-ฟันหัก
หรือนั่งนาน ๆ มันเจ็บหลัง-ปวดเอว ปวดแข้ง-ปวดขา’
อันนั้นถูกน้อย-ถูกไม่ถึง ๕๐% อย่างมาก ๓๐%
**ทุกขัง-อนิจจัง-อนัตตา ที่พระพุทธเจ้าสอนนั้นคือ
ให้มากำหนดในอิริยาบถใหญ่และอิริยาบถย่อยนี้
แล้วมันจะมีปัญญาบารมีรู้ออกมา**
ปัญญาบารมีนั้น
‘บารมี’ แปลว่ามีพร้อมอยู่
คือ**ตัวปัญญา ตัวรู้ที่จะรู้
หรือว่าที่จะทำหน้าที่รู้ของมันนั้น มีพร้อมอยู่แล้วที่ตรงนี้
มันไม่ใช่ว่าได้ให้ทาน
สร้างสมอบรมมาแล้วอย่างนั้น-อย่างนี้ ร้อยกัป-พันกัลป์
จึงจะมีได้
อันนั้นมันเป็นการเข้าใจน้อย**
*การเจริญปัญญาบารมีของพระพุทธเจ้า
พระองค์มีความหมายให้เรามากำหนด
ในอิริยาบถน้อยใหญ่นี้เอง อย่างนี้ถูก*
**เมื่อกำหนดในอิริยาบถ
ตัวสติ-ตัวสมาธิ-ตัวปัญญา เป็นอันเดียวกัน**
จะต่างกันก็เฉพาะคำพูด ว่ามันเป็นคนละคำกันเท่านั้นเอง
**ตัวสติเข้าไปรู้ สมาธิ-ก็ตั้งใจกำหนดลงไป
ปัญญามันรอบรู้ รอบรู้ในตัวเรานี้เอง
รอบรู้ว่าตัวอิริยาบถนั่นแหละเป็นตัวทุกข์
เป็นตัวทุกขัง-อนิจจัง-อนัตตา
รอบรู้ว่า คนเราเป็นเพียงก้อนเนื้อชนิดหนึ่ง
เรียกว่า‘ก้อนทุกข์’ มีแต่ทุกข์จริง ๆ
ท่านว่า ‘มีแต่ทุกข์เท่านั้นเกิดขึ้น มีแต่ทุกข์เท่านั้นตั้งอยู่
มีแต่ทุกข์เท่านั้นดับไป’**
‘ทุกข์’ แปลว่าทนไม่ไหว
มันต้องกะพริบตา มันต้องหายใจ มันต้องนึก-มันต้องคิด
เส้นเอ็นมันก็ต้องกะยึกกะยักอยู่ตลอดเวลานี้
ทุกข์ตัวนี้เรียกว่า‘ทุกขัง’ คือทนไม่ไหว
‘อนิจจัง’ คือมันไม่เที่ยง
อย่างนั่ง จะนั่งนิ่งอยู่-นิ่งมันไม่ได้
มันเปลี่ยนออกไปทุกขณะ
’อนัตตา’ (คือ)บังคับไม่ได้
มันไม่ใช่สิ่งที่จะไปบังคับได้
อันนี้มันเปลือก
เมื่อเข้าใจอันนี้ มันจะมีความภูมิใจว่า
เราเห็น-เรารู้-เราเข้าใจศาสนาอย่างถูกต้อง เข้าใจอย่างนี้
ตอนนั้นตัวอาตมาเองก็เข้าใจอย่างนั้น
*เมื่อรู้อันนี้แล้ว-มันคิด คิดนั่น-คิดนี่
เลยลืมดูตัวความคิดแล้วทีนี้ ลืมตัว
เราเข้าไปอยู่ในความคิดแล้ว
เมื่อมันเข้าไปอยู่ในความคิด มันก็คิดเรื่องนั้น-เรื่องนี้
คิดไป-คิดไป ไม่มีการสิ้นจบเลย…แต่ไม่เห็นความคิด*
อาตมาไม่เคยดูความคิดตัวเองมาก่อนเลย
ไม่เคยเห็น ไม่เคยรู้ความคิดจริง ๆ
รู้เรื่องรูป-นามนั้น มันเป็นปัญญาชนิดหนึ่ง
มันรู้ แต่มันไม่รู้เรื่องความคิด
ทีนี้พอตกตอนเย็น กำลังเดินจงกรมกลับไป-กลับมา
คล้าย ๆ กับว่ามีคนมาผลักอย่างไวเข้าตรงสีข้างนี้วูบหนึ่ง
‘เอ๊ะ! มีคนมาผลักเราจากที่ไหน ? มีอะไรมา ?’
มันเข้าใจไปอย่างนี้
มองไม่เห็น เหลียวไปที่ใด-ก็ไม่เห็น
ก็เลยเดินจงกรมต่อไป
(เดิน)กลับไป-กลับมา มันคิดวูบขึ้นมาครั้งที่ ๒
รู้ แต่ยังไม่เข้าใจ
พอดีมันคิดวูบ(ขึ้นมาครั้ง)ที่ ๓ รู้จริง ๆ คราวนี้
เรียกว่า‘เห็น-รู้-เข้าใจ’
ทีนี้ก็เลยรู้แล้วว่า‘อ๋อ! ที่ตรงนี้เอง-มันคิด’
วิธีการของมันก็คือ ทำเหมือนแมวกับหนู
ตามที่เคยเล่าให้ฟังบ่อย ๆ
ไปที่ไหนก็ต้องพูดเรื่องนี้ เพราะมันจริงอย่างนี้
การเฝ้าดูความคิดก็อันนี้แหละ
**ที่ว่า‘เจริญสติมาก ๆ แต่ทำไมจึงไม่รู้ความคิดนั้น’
อย่าคิดไปอย่างนั้น
รู้-ไม่รู้ก็ตาม ขอให้เจริญมาก ๆ
ทำต่อไป แล้วมันจะรู้เอง
เพราะธรรมชาติของมันเป็นอย่างนั้น
ถ้าทำถูกแล้ว ที่จะไม่รู้นั้นเป็นไม่มี**
ก็เลยรู้ความคิดตอนนั้น…”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
————————————————————————————————
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
※ อย่าหลงตน-อย่าลืมตัว ※
※ ※
※ อย่าหลงกาย-อย่าลืมใจ ※
※ ※
※ อย่าหลงชีวิต ※
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
รู้สึกตัว…รู้สึกกาย รู้สึกใจ
_/|\_ _/|\_ _/|\_


ใส่ความเห็น