“…คนที่ยังไม่รู้-ไม่เห็นความคิดของตัวเอง
เขาก็จะพูดว่าเขารู้ความคิดเหมือนกัน
แต่อันที่จริงเขาไม่เข้าใจว่า **ความคิดมันคิดไปเรื่อย ๆ
แล้วเขาก็เข้าไปอยู่ในความคิด**
*คนที่มีปีติ หรือติดความสงบในสมถกรรมฐาน
นั่นก็เหมือนกัน เขาไปติดความสงบ
เขาไม่รู้ว่า ความสงบนั้นเป็นความหลงผิด
เขาก็เลยเข้าไปอยู่ในความสงบนั้น
เหมือนกับคนที่เปิดไฟฟ้าไม่เป็น ก็ไปจับ-ไปหมุนอยู่ที่หลอดไฟ
จึงไม่ได้แสงสว่าง*
**ส่วนคนที่ถอนออกจากความคิด มารู้-เห็นความคิดของตัวเอง
เปรียบเหมือนกับคนที่เปิดไฟฟ้าเป็น เขาก็จะเปิดที่สวิตซ์
จึงได้แสงสว่าง
ฉะนั้น เราต้องรู้จักสมุฏฐานของความคิด
และทำความเข้าใจกับความคิดน้อย ๆ นี้
แล้วมันจะมีความสามารถเป็นดังแสงตะเกียง หรือแสงไฟ
ทำความสว่างจ้าขึ้นมาภายในจิตใจ
เหมือนกับที่เราเปิดไฟฟ้าที่สวิตซ์ ฉันนั้น**
**เมื่อเรามามองในจิตใจของเราแล้ว
ความโกรธ-ความโลภ-ความหลงก็จะไม่มี
ขณะใดที่เราเผลอ เราไม่ได้มอง
ความโกรธ-ความโลภ-ความหลง ก็จะเข้ามาได้
ทำให้เราหลงผิด**
อุปมาเหมือนรถยนต์ที่กำลังวิ่งอยู่บนถนน
ตรงจุดที่รถวิ่งผ่านไปแล้ว
จะมีลมเกิดขึ้น พัดตามหลังรถไป
ใบไม้-ฝุ่นละอองก็จะปลิวตามหลังรถไปด้วย
*อันความโกรธ-ความโลภ-ความหลง มันคิดขึ้นมานั้น
ก็วูบเดียวเท่านั้น เราก็ทำไปตามสิ่งเหล่านั้น*
แต่กระนั้น บุคคลนั้นก็ยังพูดว่าเขารู้ความคิดอยู่นั่นเอง
ซึ่งความจริงแล้ว เขาไม่ได้เห็นความคิด
เพราะเขาเข้าไปอยู่ในความคิดนั้นเสียเอง
**พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า
‘ผู้ใดไม่เห็นความคิดของตัวเอง เป็นคนประมาท’
ความประมาทเป็นพิษร้ายต่อชีวิตของตัวเอง
เปรียบเหมือนคนตายแล้ว**
นี่แหละที่อาตมาว่า‘ของเหม็น’
พระพุทธเจ้าท่านว่า ‘เหม็นอะไร
ก็ไม่เหม็นเท่าจิตใจที่มีความโกรธ-ความโลภ-ความหลง
จิตใจที่เป็นมลทิน’
ซึ่งก็คือจิตใจที่สกปรกนั่นเอง
**ตัวจิตใจของเราจริง ๆ นั้น มันไม่ได้สกปรก
มันไม่ได้เป็นมลทินอะไรเลย**
เหมือนหลอดไฟฟ้า (ที่)ไส้ไฟฟ้าในหลอดไม่ได้สกปรก
เพียงแต่มีฝุ่นละอองมาจับที่หลอดข้างนอกของมันเท่านั้น
ข้างในยังสว่างเหมือนเดิม
หรือเปรียบเหมือนดวงอาทิตย์
ความสว่างยังคงเดิม
แต่เมื่อมีเมฆมาบดบังแสงที่ส่องมายังโลกขณะใด
ก็ทำให้มืดไปเท่านั้น…”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
————————————————————————————————
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
※ อย่าหลงตน-อย่าลืมตัว ※
※ ※
※ อย่าหลงกาย-อย่าลืมใจ ※
※ ※
※ อย่าหลงชีวิต ※
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
รู้สึกตัว…รู้สึกกาย รู้สึกใจ
_/|\_ _/|\_ _/|\_


ใส่ความเห็น