รู้สึกกาย รู้สึกใจ 17 กุมภาพันธ์ 2022

“วันนี้เรามาพูดเรื่องสวรรค์-นิพพาน

สวรรค์-นิพพานนี้ก็มีมานานแล้ว

คนยุคก่อนได้พัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งได้มีศาสนาเกิดขึ้นมา

ศาสนาพราหมณ์หรือศาสนาฮินดู ถือได้ว่าเป็นศาสนาดึกดำบรรพ์

มีคนเล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า

‘ศาสนาฮินดู-เขาเรียกคนฉลาดว่าพราหมณ์’ ซึ่งข้าพเจ้าจำได้

แต่พวกท่านทั้งหลายที่ได้ศึกษามา คงจะทราบดี

ส่วนข้าพเจ้านั้นไม่ได้ศึกษา เพียงแต่พ่อ-แม่เล่าให้ฟัง

ก็จำได้บ้าง-ไม่ได้บ้าง

คนยุคนั้นก็ต้องการสวรรค์เหมือนกัน ต่างก็แสวงหา

มีบางพวกไปทำกรรมฐานอยู่ในป่า-ในดง ซึ่งก็ได้แก่พวกพราหมณ์นั่นเอง

ทีนี้พอดีคนไปถามเรื่องเจ็บไข้ได้ป่วย เรื่องบุญ-เรื่องผี

คนที่ไปถามนั้น-ไม่รู้ พราหมณ์ก็ตอบไปว่า

‘เพราะเหตุอย่างนั้น-อย่างนี้ จะต้องแก้ด้วยการบวงสรวง-หรือบนบาน’

พวกที่ทำกรรมฐานอยู่ในป่า เป็นผู้ที่แสวงหาความดี

ไม่ทำมาหากิน ถ้าตนเองอยากจะกินเป็ด-กินไก่

ก็บอกแก่ผู้ไปถามว่า ‘ผีทำให้ปวดท้อง

ผีมันอยากกินเป็ด-กินไก่ ให้ไปเลี้ยงผี’

พวกที่ไม่รู้ ก็นำเป็ด-นำไก่มาให้พวกทำกรรมฐาน

หรือพวกพราหมณ์เหล่านั้น เพราะเข้าใจว่า

เขาติดต่อกับผีได้ พูดกับผีได้

หรือบางครั้ง โรคภัยเหล่านั้นก็บังเอิญหายไป

ครั้นเป็นอีก ก็กลับไปหาอีก

ฉะนั้นก็เลยมีการบวงสรวงวนเวียนอยู่เป็นประจำอย่างนี้เรื่อยไป

สุดแท้แต่ว่าพราหมณ์เหล่านั้นอยากจะกินอะไร

ต่อมาคนฉลาดขึ้น ก็มีคนไปถามพวกพราหมณ์ว่า

‘คนตายแล้วไปไหน ?’ พราหมณ์ก็ตอบไม่ได้

ก็เลยประชุมกันเพื่อหาคำตอบให้แก่ผู้ที่ไปถาม

มีพราหมณ์ที่ฉลาดคนหนึ่ง ก็ตอบออกไปว่า

‘คนที่ทำดีนั้น ตายไปแล้วจะไปเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์

ส่วนคนที่ทำชั่ว ตายไปก็ไปเกิดเป็นผี-ไปตกนรก’

ในเมื่อทุกคนอยากดี ก็เลยทำดีตามความเข้าใจของคนในสมัยนั้น

คิดว่าเมื่อไปเกิดเป็นเทวดาแล้ว มันสบาย

หมดอายุแล้ว ก็กลับมาเกิดเป็นมนุษย์

เป็นคนสวย-คนงาม รวยทรัพย์

ดังนั้นจึงอยากไปเกิดเป็นเทวดา

พ่อของข้าพเจ้าเคยเล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า เทวดามีเมีย ๕๐๐ คน

ฉะนั้นคนที่มีกิเลส จึงอยากไปเกิดเป็นเทวดา

เพื่อจะได้มีเมียหลาย ๆ คน

คนมีปัญญา-ลองคิดดูให้ดี สมมติไปเกิดในเมืองสวรรค์

แล้วมีเมีย ๕๐๐ คนต่อผู้ชายคนเดียวแล้ว

ผู้ชายจะทุกข์แค่ไหน ผู้หญิงจะทุกข์แค่ไหน

ผู้หญิงคนนั้นอยากไปนั่น-ไปนี่ ต้องบอกผัวเป็นประจำอยู่เรื่อย

ผู้ชายไม่มีโอกาสได้หลับ-ได้นอน

ถ้าเรามาศึกษาพิจารณาดูดี ๆ ตามที่พวกท่านทั้งหลายที่มีปัญญาแล้ว

จะเห็นได้ว่า เมืองสวรรค์นั้นคล้ายคลึงเมืองนรก

คือเป็นเมืองที่ทุกข์ที่สุด

เมืองมนุษย์เรานี้มีแค่เพียง ๒-๓ คน ก็ยังทะเลาะกัน-เถียงกัน

ดังนั้น*คนเรา ถ้าไม่ได้เรียน-ไม่ได้ศึกษาถึงความจริงกันแล้ว

ก็เลยไปติด-ไปจดจำเอาแต่สิ่งสมมติที่พูดกันขึ้นมา*

สิ่งที่ข้าพเจ้าพูดนี้-ไม่ได้โกหก เพราะได้ยินจากพ่อ-แม่เล่าให้ฟัง

และ**ข้าพเจ้าได้เจริญสติ-เจริญปัญญา

มันเกิดปรากฏขึ้นมาจากจิตสำนึก มันเห็นแจ้ง-มันรู้จริง**

เมื่อข้าพเจ้าไปปฏิบัติธรรมนั้น ข้าพเจ้าก็เป็นโยม

นุ่งกางเกงขาสั้นบ้าง-ขายาวบ้าง ซึ่งไม่ใช่เรื่องสำคัญ

การรักษาศีลนั้น แม้จะรักษาเคร่งครัด-บริสุทธิ์ขนาดไหน

ก็ไม่มีโอกาส-ไม่มีเวลาที่จะรู้เรื่องชีวิตจิตใจได้

เพราะมันไปยึดมั่นในศีลอยู่ กลัวจะผิดศีลข้อนั้น-ข้อนี้

เฝ้าตรวจดูอยู่อย่างนั้นเอง ไม่กล้าทำอะไร-กลัวผิดศีล

ไม่ว่าจะเป็นศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ ก็ตาม

ข้าพเจ้าเคยบวชเป็นสามเณรมา เคยทำกรรมฐาน

รักษาศีลไม่ให้มีบกพร่อง หรือด่างพร้อยเลย

เพราะข้าพเจ้ายังไม่รู้เรื่องนี้จริง ๆ ซึ่งคนอื่นเขาอาจจะรู้แล้ว

แต่ยังไม่เคยมีใครเอามาสอนข้าพเจ้าเลย ถึงเรื่องชีวิตจิตใจ

ฉะนั้น**เราไม่จำเป็นต้องไปสนใจเรื่องอื่น ไม่ว่าเราจะไปไหน-มาไหน

ก็คอยเฝ้าดูแต่ชีวิตจิตใจของเรา

ว่ามันนึก-มันคิดอะไร ให้เราเข้าใจ**

ดังนั้น การรักษาศีล-การให้ทานนั้นดีแล้ว ไม่ใช่ว่าไม่ดี

แต่เราไม่เคยมาดูจิต-ดูใจเราเลย

ผลออกมา เราจึงไม่รู้สวรรค์-ไม่รู้นิพพาน

ไม่รู้ผี-ไม่รู้เทวดา ในที่สุด-ไม่รู้ถึงคนอีกด้วย

ข้าพเจ้าเองก็ไม่รู้คำว่าคน-มนุษย์-สัตว์เดรัจฉาน

แต่คนอื่นอาจจะรู้หรือไม่ ข้าพเจ้าไม่ทราบ

แต่ถ้ารู้แล้ว-ทำไมไม่พูด

ข้าพเจ้าคิดว่าคนเหล่านั้นคงไม่รู้จริง

จึงไม่รับรองคำสอนของพระพุทธเจ้า…”

หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

————————————————————————————————

※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※

※ อย่าหลงตน-อย่าลืมตัว ※

※ ※

※ อย่าหลงกาย-อย่าลืมใจ ※

※ ※

※ อย่าหลงชีวิต ※

※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※

รู้สึกตัว…รู้สึกกาย รู้สึกใจ

_/|\_ _/|\_ _/|\_

ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ


Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *