รู้สึกกาย รู้สึกใจ 5 กุมภาพันธ์ 2022

“…*เมื่อศีลปรากฏแล้ว

ศีลขันธ์-สมาธิขันธ์-ปัญญาขันธ์

มันเกิดขึ้นมาภายในสำนึกของจิตใจ*

หลวงพ่อเข้าใจอย่างนี้ สมมติว่า

ถ้า(เรานำ)ขันดีเอาไปตักน้ำ ได้กิน(น้ำ)

ถ้า(เรานำ)ขันแตกเอาไปตักน้ำ ไม่ได้กิน(น้ำ)

ถ้า(เรานำ)ขันดีเอาไป(ใส่ข้าว)ตักบาตรให้พระ ก็น่าเอา

ถ้าขันแตก มันสกปรก

เอาไปตักข้าวใส่บาตรให้พระ ก็ไม่สวย-ไม่งาม

‘ขันธ์’ แปลว่าหมวดหมู่-กลุ่มกอง

ตาก็เป็นขันธ์หมวดตา หูก็เป็นขันธ์หมวดหู

จมูกก็เป็นขันธ์หมวดจมูก

ลิ้นกินอาหารหวาน-เค็มข้าไป รู้รส-ก็เป็นขันธ์หมวดลิ้น

กายสัมผัสก็เป็นขันธ์หมวดกาย

จิตใจมันนึก-มันคิด ก็เป็นขันธ์หมวดใจ

ขันธ์ ก็คือหมวดหมู่-กลุ่มกอง

ก็เลยเข้าใจว่า ‘ขันธ์’แปลว่าต่อสู้-รองรับ

รองรับได้ ตากแดด-ตากฝนก็ได้

ฝนตกก็ไม่เดือดร้อน-แดดออกก็ไม่เดือดร้อน เพราะขันธ์เราดี

จึงว่า‘ขันธ์’ ตำราว่า‘อธิศีลสิกขา-อธิจิตตสิกขา-อธิปัญญาสิกขา’

ตำราว่าอย่างนั้น

‘สิกขา’ แปลว่าถลุง’-ทำให้มันแหลกลงไป

สมมติคือโรงสีเรานี่เอง เอาข้าวไปโยนให้โรงสี

โรงสีมันบดออกมาเป็นเม็ดข้าวสาร

บางทีก็เป็นเม็ดข้าวหักออกมา

บางทีก็เป็นแกลบ-เป็นรำไป

‘สิกขา’ แปลว่าบดถลุง

อาตมาไม่เคยเรียนหนังสือ จึงเอามาเปรียบเทียบอย่างนี้

‘ขันธ์’ แปลว่าต่อสู้-รองรับ

เมื่อเข้าใจอย่างนี้ แปลว่าเห็นแจ้ง-รู้จริง

ก็เลยรู้จักสมถกัมมัฏฐานขึ้นมา

สมถกัมมัฏฐานจะไม่รู้พวกนี้

เพราะสมถกัมมัฏฐานมีแต่พิจารณาเอาเอง

ก็เลยเห็น-รู้-เข้าใจเรื่อง‘กาม’

จำพวกกาม กามาสวะ-ภวาสวะ-อวิชชาสวะ

*การทำความสงบแบบสมถะ ญาณหรือสัญญาปัญญาไม่รอบรู้*

ส่วน**การเจริญวิปัสสนานั้น มีสัญญาญาณเข้าไปรู้

แล้วญาณของวิปัสสนาก็เกิดขึ้น ปัญญาก็รอบรู้**

มันเข้าไปรู้ ไม่ใช่มุดหัวเข้าไป

*สมถกัมมัฏฐานตกอยู่ในอำนาจของกามารมณ์

คือ ยินดีในอารมณ์อันนั้น*

นี่แหละว่า ‘ธรรมเหล่าใด

เป็นไปเพื่อความเบียดเบียนตนเอง และเบียดเบียนผู้อื่น

นั่นแหละไม่เป็นธรรม นั่นแหละไม่เป็นวินัย

นั่นแหละไม่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า

ไม่ควรศึกษาและไม่ควรปฏิบัติ’ ท่านสอนเอาไว้

*มันตกอยู่ในอำนาจของกาม มันสงบอยู่กับกามนั่นเอง*

เรียกว่า ‘กามาสวะ’

‘อาสวะ’ คือ ‘กิเลส’

‘ภวาสวะ’ มันตกอยู่ในภพชาติของความทุกข์

ความเกิด-แก่-เจ็บ-ตาย ตกอยู่ภายใต้โมหะ

*การทำสมถกัมมัฏฐานจึงไม่สามารถทำความสว่างขึ้นมาได้

เพราะตกอยู่ในความมืด คืออยู่ในถ้ำนั่นเอง

แม้เราจะสงบก็ตาม แต่ความมืดมันก็อยู่ในเรา

เพราะเราอยู่ในถ้ำ จึงไม่รู้จัก‘อวิชชาสวะ’

แต่มันรู้-รู้อย่างไม่รู้ (ไม่ใช่)รู้อย่างผู้รู้*

**รู้อย่างผู้รู้ ต้องเห็นแจ้ง-รู้จริง**

*รู้อย่างไม่รู้ ก็สงบอยู่อย่างนั้น-ไม่มีสัญญา

ไม่กระดุกกระดิก ไม่เคลื่อนไหว

มันเบียดเบียนตนเองขนาดนั้น แต่ไม่รู้*

นี่พูดเรื่องตัวเองนะ ไม่ได้พูดเรื่องคนอื่น

เคยพูดว่า ‘ใครต้องการความสงบ-จะสอนให้’

แต่ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า จะสอนให้ไม่เกิน ๓๐ วัน

ทำติดต่อกันจริง ๆ อาตมาจะแนะนำให้

แต่นั่นไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้านะ

เป็นคำสอนของฤาษี-ชีไพรที่มีมาก่อนพระพุทธเจ้า

เรียกว่า‘สมถกัมมัฏฐาน’

สมถกัมมัฏฐานมีมาก่อนวิปัสสนา

**‘วิปัสสนา’ แปลว่ารู้แจ้งเห็นจริง-ต่างเก่าล่วงภาวะเดิม

จึงเรียกว่ามีศีลสมบูรณ์ ศีลเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างหยาบ

สมาธิเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างกลาง พวกกามารมณ์

ยินดี-พอใจ รักใคร่ในอารมณ์เหล่านั้น…นี้แหละกิเลสอย่างกลาง

ปัญญากำจัดกิเลสอย่างละเอียด ก็เพราะเห็นแจ้งรู้จริง**

ถ้าจะพูดไปก็มากมาย-ยาวยืด

รับรองได้จริง ๆ เรื่องนี้…”

หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

————————————————————————————————

※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※

※ อย่าหลงตน-อย่าลืมตัว ※

※ ※

※ อย่าหลงกาย-อย่าลืมใจ ※

※ ※

※ อย่าหลงชีวิต ※

※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※

รู้สึกตัว…รู้สึกกาย รู้สึกใจ

_/|\_ _/|\_ _/|\_

ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ


Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *