“…*เมื่อศีลปรากฏแล้ว
ศีลขันธ์-สมาธิขันธ์-ปัญญาขันธ์
มันเกิดขึ้นมาภายในสำนึกของจิตใจ*
หลวงพ่อเข้าใจอย่างนี้ สมมติว่า
ถ้า(เรานำ)ขันดีเอาไปตักน้ำ ได้กิน(น้ำ)
ถ้า(เรานำ)ขันแตกเอาไปตักน้ำ ไม่ได้กิน(น้ำ)
ถ้า(เรานำ)ขันดีเอาไป(ใส่ข้าว)ตักบาตรให้พระ ก็น่าเอา
ถ้าขันแตก มันสกปรก
เอาไปตักข้าวใส่บาตรให้พระ ก็ไม่สวย-ไม่งาม
‘ขันธ์’ แปลว่าหมวดหมู่-กลุ่มกอง
ตาก็เป็นขันธ์หมวดตา หูก็เป็นขันธ์หมวดหู
จมูกก็เป็นขันธ์หมวดจมูก
ลิ้นกินอาหารหวาน-เค็มข้าไป รู้รส-ก็เป็นขันธ์หมวดลิ้น
กายสัมผัสก็เป็นขันธ์หมวดกาย
จิตใจมันนึก-มันคิด ก็เป็นขันธ์หมวดใจ
ขันธ์ ก็คือหมวดหมู่-กลุ่มกอง
ก็เลยเข้าใจว่า ‘ขันธ์’แปลว่าต่อสู้-รองรับ
รองรับได้ ตากแดด-ตากฝนก็ได้
ฝนตกก็ไม่เดือดร้อน-แดดออกก็ไม่เดือดร้อน เพราะขันธ์เราดี
จึงว่า‘ขันธ์’ ตำราว่า‘อธิศีลสิกขา-อธิจิตตสิกขา-อธิปัญญาสิกขา’
ตำราว่าอย่างนั้น
‘สิกขา’ แปลว่าถลุง’-ทำให้มันแหลกลงไป
สมมติคือโรงสีเรานี่เอง เอาข้าวไปโยนให้โรงสี
โรงสีมันบดออกมาเป็นเม็ดข้าวสาร
บางทีก็เป็นเม็ดข้าวหักออกมา
บางทีก็เป็นแกลบ-เป็นรำไป
‘สิกขา’ แปลว่าบดถลุง
อาตมาไม่เคยเรียนหนังสือ จึงเอามาเปรียบเทียบอย่างนี้
‘ขันธ์’ แปลว่าต่อสู้-รองรับ
เมื่อเข้าใจอย่างนี้ แปลว่าเห็นแจ้ง-รู้จริง
ก็เลยรู้จักสมถกัมมัฏฐานขึ้นมา
สมถกัมมัฏฐานจะไม่รู้พวกนี้
เพราะสมถกัมมัฏฐานมีแต่พิจารณาเอาเอง
ก็เลยเห็น-รู้-เข้าใจเรื่อง‘กาม’
จำพวกกาม กามาสวะ-ภวาสวะ-อวิชชาสวะ
*การทำความสงบแบบสมถะ ญาณหรือสัญญาปัญญาไม่รอบรู้*
ส่วน**การเจริญวิปัสสนานั้น มีสัญญาญาณเข้าไปรู้
แล้วญาณของวิปัสสนาก็เกิดขึ้น ปัญญาก็รอบรู้**
มันเข้าไปรู้ ไม่ใช่มุดหัวเข้าไป
*สมถกัมมัฏฐานตกอยู่ในอำนาจของกามารมณ์
คือ ยินดีในอารมณ์อันนั้น*
นี่แหละว่า ‘ธรรมเหล่าใด
เป็นไปเพื่อความเบียดเบียนตนเอง และเบียดเบียนผู้อื่น
นั่นแหละไม่เป็นธรรม นั่นแหละไม่เป็นวินัย
นั่นแหละไม่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า
ไม่ควรศึกษาและไม่ควรปฏิบัติ’ ท่านสอนเอาไว้
*มันตกอยู่ในอำนาจของกาม มันสงบอยู่กับกามนั่นเอง*
เรียกว่า ‘กามาสวะ’
‘อาสวะ’ คือ ‘กิเลส’
‘ภวาสวะ’ มันตกอยู่ในภพชาติของความทุกข์
ความเกิด-แก่-เจ็บ-ตาย ตกอยู่ภายใต้โมหะ
*การทำสมถกัมมัฏฐานจึงไม่สามารถทำความสว่างขึ้นมาได้
เพราะตกอยู่ในความมืด คืออยู่ในถ้ำนั่นเอง
แม้เราจะสงบก็ตาม แต่ความมืดมันก็อยู่ในเรา
เพราะเราอยู่ในถ้ำ จึงไม่รู้จัก‘อวิชชาสวะ’
แต่มันรู้-รู้อย่างไม่รู้ (ไม่ใช่)รู้อย่างผู้รู้*
**รู้อย่างผู้รู้ ต้องเห็นแจ้ง-รู้จริง**
*รู้อย่างไม่รู้ ก็สงบอยู่อย่างนั้น-ไม่มีสัญญา
ไม่กระดุกกระดิก ไม่เคลื่อนไหว
มันเบียดเบียนตนเองขนาดนั้น แต่ไม่รู้*
นี่พูดเรื่องตัวเองนะ ไม่ได้พูดเรื่องคนอื่น
เคยพูดว่า ‘ใครต้องการความสงบ-จะสอนให้’
แต่ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า จะสอนให้ไม่เกิน ๓๐ วัน
ทำติดต่อกันจริง ๆ อาตมาจะแนะนำให้
แต่นั่นไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้านะ
เป็นคำสอนของฤาษี-ชีไพรที่มีมาก่อนพระพุทธเจ้า
เรียกว่า‘สมถกัมมัฏฐาน’
สมถกัมมัฏฐานมีมาก่อนวิปัสสนา
**‘วิปัสสนา’ แปลว่ารู้แจ้งเห็นจริง-ต่างเก่าล่วงภาวะเดิม
จึงเรียกว่ามีศีลสมบูรณ์ ศีลเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างหยาบ
สมาธิเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างกลาง พวกกามารมณ์
ยินดี-พอใจ รักใคร่ในอารมณ์เหล่านั้น…นี้แหละกิเลสอย่างกลาง
ปัญญากำจัดกิเลสอย่างละเอียด ก็เพราะเห็นแจ้งรู้จริง**
ถ้าจะพูดไปก็มากมาย-ยาวยืด
รับรองได้จริง ๆ เรื่องนี้…”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
————————————————————————————————
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
※ อย่าหลงตน-อย่าลืมตัว ※
※ ※
※ อย่าหลงกาย-อย่าลืมใจ ※
※ ※
※ อย่าหลงชีวิต ※
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
รู้สึกตัว…รู้สึกกาย รู้สึกใจ
_/|\_ _/|\_ _/|\_


ใส่ความเห็น