“…ปัญญาเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างละเอียด
กิเลสอย่างละเอียดนั้นมองไม่เห็น จับไม่ถูก
แต่มันมีอยู่ในคนทุกคน ไม่ยกเว้น
เรามาพูดกันเพียงสมมติเท่านั้นเอง
ตัวของผม-ตัวของอาตมาเคยพูดให้ฟัง
กิเลสอย่างละเอียดนี้
เสียงก็ตาม-ตาเห็นก็ตาม-จมูกได้กลิ่นก็ตาม
*เรารู้เท่าทันเหตุการณ์อันนั้น สิ่งนั้นจะไม่ปรุง*
นี่กิเลสอย่างละเอียด
หรือว่า*เรามองจิต-มองใจของเรา
หรือมองการเคลื่อนไหวของเรา รู้อยู่ทุกขณะ
ความเป็นเอง มันมีอยู่แล้วในคนทุกคน
คือตัวสัญญาตัวนั้นแหละ จะไปทำหน้าที่ของมัน
ตัวสังขาร-มันก็จะทำหน้าที่ของมัน
ตัวเวทนาก็จะทำหน้าที่ของมัน
ตัววิญญาณก็จะทำหน้าที่ของมัน
เพราะมันมีหน้าที่ของมัน*
เวทนาก็เรียกว่าเสวยอารมณ์ เราพูดกันอย่างนั้น
คือเวทนานั้นน่ะ คือรู้-เสวยอารมณ์ที่ไม่มีทุกข์
เพราะสัญญามันทำแล้ว เวทนาก็ทำไปด้วย
เวทนา-สัญญา-สังขาร…
ตัวสังขารตัวนั้นก็ทำหน้าที่ของมันเอง จึงว่า‘สังขารไม่ถูกปรุง’
วิญญาณก็รู้ เพราะตัววิญญาณทำหน้าที่ของมันนั่นเอง
ท่านว่าอย่างนั้น
จึงว่า ศีลขันธ์-สมาธิขันธ์-ปัญญาขันธ์
ผมรู้อย่างนี้
ไม่ใช่ว่าศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗
ไม่ใช่อย่างนั้น
แต่ในทางตำราบอกว่า
‘อธิศีลสิกขา-อธิจิตตสิกขา-อธิปัญญาสิกขา’
ท่านว่าอย่างนั้น
สิกขาก็…
ถ้าพูดตามภาษาที่ผมเข้าใจ ก็หมายถึง
เอาข้าวหรือเอาอะไรที่โรงจักร-โรงสีนั่น
เอาข้าวโยนเข้าไปในโรงสี แต่เป็นข้าวเปลือกนะ
เครื่องจักร-เครื่องสีน่ะ มันจะผลัดเป็นข้าวสารออกมา
หรือเป็นแกลบ เป็นรำไป
เม็ดใดดีก็เป็นข้าวที่ ๑ ออกมา
เม็ดใดไม่ดี-ก็เป็นข้าวที่ ๒ หักครึ่งหักกลางออกมา
ถึงกับข้าวที่ ๓ เป็นแกลบ-เป็นรำไปนี่
ญาติโยมมาฟังธรรมะวันนี้ ก็ต้องเข้าใจอย่างนี้
หรืออุปมาให้ฟังเหมือนกับโรงจักรสีไม้
เอาไม้เป็นท่อนเข้าไป แล้วจ้างคนที่ทำหน้าที่นั้น
ก็ต้องวางระดับลงไป(ว่า)เอาอย่างนี้
แล้วใบพัดหรือใบเลื่อยนั่นน่ะจะตัดลงไปเลย
ให้มันซื่อ-มันตรงเข้าไป
แก้ไขดัดแปลง หนา-บางที่ตรงไหน
เครื่องจักรอันนั้น-มันจะตัดมันเอง
แต่ว่าสำคัญคนที่ป้อนเข้าไป
คนที่เอาวางลง(ไป)ทีแรกนั่นแหละ เข้าไปอย่างนั้น
จึงว่า ‘ศีลขันธ์-สมาธิขันธ์-ปัญญาขันธ์’
ขันธ์ คือ ‘รูป-เวทนา-สัญญา-สังขาร-วิญญาณ’
เรียกว่า ‘ขันธ์ ๕’
รูปก็มีศีล เวทนาก็มีศีล สัญญาก็มีศีล
สังขารก็มีศีล วิญญาณก็มีศีล
มันทำหน้าที่ของมัน
ศีล จึงแปลว่าปกติ
*เมื่อมีปกติ รูปก็ปกติ วาจา-คำพูดก็ปกติ
จิตใจนึกคิดก็เป็นปกติ*
**เมื่อปกติอันนี้มีแล้วนั่นแหละ
สิ่งใดปรากฏขึ้นมา
ก็จะเห็น-จะรู้-จะเข้าใจทันที** สิ่งที่มันจะปรากฏขึ้นมา
ที่เคยพูดให้ฟังมาแล้วหลายครั้ง-หลายหน
เอาเชือกเส้นเดียวนั่นแหละผูกทั้ง ๒ หลัก
ดึงให้มันตึง ๆ ให้มันเคร่ง ตัดตรงกลางขาดฟึ้บ! ทีเดียว
เมื่อมันขาดแล้ว เชือกมันก็กระเด็นหรือมันสะท้อน
หรือมันกลับคืนมาหาหลักเดิมของมัน
มันจะดึงเข้าหากันไม่ถึง
อันนั้นแหละ‘กิเลสอย่างละเอียด’
ดังนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงสอน
‘ถึงที่สุดแล้วญาณย่อมมี’
ญาณนั้นคืออะไร ? *ญาณแปลว่ารู้
แปลว่าเข้าไปสัมผัส ไปแนบแน่นกับสิ่งเหล่านั้น
เพราะรูป-มันทำหน้าที่ของมัน
เวทนา-มันทำหน้าที่ของมัน
สัญญา-มันทำหน้าที่ของมัน
สังขาร-มันทำหน้าที่ของมัน
วิญญาณ-มันทำหน้าที่ของมัน
หน้าที่ของมัน-มันทำเอง จึงว่าญาณเข้าไปรู้
เมื่อมันทำหน้าที่ของมันสำเร็จแล้ว เราก็รู้*
อันนี้แหละพระพุทธเจ้าสอนคน
**‘ให้คนทำหน้าที่ของคน ให้คนทำหน้าที่ของคน
จะหมดทุกข์ไป เพราะมันทำหน้าที่ของมัน’**…”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
————————————————————————————————
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
※ อย่าหลงตน-อย่าลืมตัว ※
※ ※
※ อย่าหลงกาย-อย่าลืมใจ ※
※ ※
※ อย่าหลงชีวิต ※
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
รู้สึกตัว…รู้สึกกาย รู้สึกใจ
_/|\_ _/|\_ _/|\_


ใส่ความเห็น