รู้สึกกาย รู้สึกใจ 15 พฤษภาคม 2021

“*จุดเบื้องต้นชีวิตจิตใจของคนเรา ที่ได้มาจากบิดา-มารดาของตนนั้น

เป็นชีวิตจิตใจที่สะอาดบริสุทธิ์

ต่อมาจึงได้รับเอาสิ่งดี-ชั่วต่าง ๆ เข้ามานี้

เป็นชีวิตจิตใจธรรมดาของคนและสัตว์ที่ยังไม่พัฒนา

ยังไม่ได้เรียนรู้ภายในใจและกาย*

ต่อมาเมื่อเข้ามาบวชเรียนเขียนอ่าน

ไหว้พระ-ภาวนา เจริญกรรมฐาน-วิปัสสนา

แล้วลาสิกขาบทออกมาเป็นฆราวาส

ก็ให้ทาน-รักษาศีลตามธรรมเนียมที่ถือกันมา

และได้สร้างถาวรวัตถุขึ้นหลายอย่าง

แต่ก็ยังไม่รู้เรื่องที่เป็นของชาวพุทธแท้

ชีวิตจิตใจของคนทุกคน ดีก็มี-ชั่วก็มี

และเพราะความไม่รู้ จึงทำให้คนมืดบอด

เหมือนตกอยู่ในถ้ำที่มืด พอจุดไฟขึ้น-ก็สว่าง

ไฟดับก็มืดอีก เอาจริง-เอาจังอะไรไม่ได้

บัดนี้เรามาดูว่า จุดเริ่มต้นของชีวิตจิตใจใหม่ของผู้รู้

ของคนที่ได้พัฒนาแล้วเป็นอย่างไร ?

ฟังดู ต่อเมื่อเขาได้มาเรียนรู้เรื่องนี้แล้ว

และได้วินิจฉัยเรื่องนี้แล้วอย่างแจ่มแจ้ง ได้เป็นอิสระแล้ว

เราจะเกิดความเชื่อมั่นในใจของตัวเอง

สามารถยืนหยัดอยู่ได้ในความรู้-ความสามารถของตน

ด้วยความมั่นใจแน่วแน่อย่างยิ่งจริง ๆ

ไม่ว่าจะมีใครมาอยู่เบื้องหน้า-อยู่เบื้องหลัง หรืออยู่ที่ไหนก็ตาม

เพราะ*เมื่อได้ทำความรู้แจ้ง-รู้จริงในเรื่องชีวิตจิตใจแล้ว

เพียงอึดใจเดียวเท่านั้น ก็รับรองคำสอนของพุทธศาสนาได้

ท่านลงมือกระทำดูสิ*

การเรียนรู้มาจากโรงเรียนนั้น…ยังไม่รู้รสหวาน-รสเปรี้ยว เย็น-ร้อน-อ่อน-แข็ง

ดังนั้นก็ต้อง*ลองทำดู ตัวของท่านอาจจะรู้แจ่มแจ้งได้จริง ๆ

แล้วท่านก็เป็นอิสระ ได้เป็นเจ้าของความรู้ในแรงงานของตน

ไม่ว่าใครที่ไหนก็ตาม ถ้าหากรู้เรื่องนี้ครั้งเดียวเท่านั้น

ก็สามารถยืนหยัดรับรองความรู้ของตนเองได้

การศึกษาเรียนรู้ในตนเองนี้ มีพลังสำคัญอย่างมหัศจรรย์อันยิ่งใหญ่*

และไม่ต้องลงทุนเรียนด้วยเงินตราภาษีอากรใด ๆ ทั้งสิ้น

ไม่ว่าท่านจะเป็นคนเชื้อชาติใด ก็เรียนรู้ในตัวของท่านเองได้เหมือนกัน

*มาลองทำดู พุทธศาสนานี้จะได้เป็นเพื่อนที่รัก-ที่พึ่งของท่านได้จริง ๆ

ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่แปรผัน*

ต่อไปนี้ ข้าพเจ้าจะชี้ให้เห็นถึงตัวอุบาทว์-ที่เป็นตัวปัญหาที่สำคัญอันดับแรก

ชีวิตจิตใจที่มันมืดบอดอยู่ เปรียบเหมือนกับเราอยู่ในถ้ำ

ไม่มีแสงสว่างให้รู้ว่าทางไหนออก-ทางไหนเข้า

เรามีเพียงไม้ขีดไฟและเทียนไขอยู่ในมือ

เราจุดไฟขึ้น ความสว่างเล็กน้อยก็มีมา

เมื่อเอาไฟไปด้านหลัง-ความมืดก็มาด้านหน้า เมื่อเอาไฟมาด้านหน้า-ความมืดก็ไปด้านหลัง

เพราะความมืดมันอยู่ที่ตัวเรา เราก็ยังอยู่ในที่มืดนั้น

*ได้ชื่อว่าเป็นทุกข์ เพราะจิตใจเศร้าหมอง-จิตใจเร่าร้อนขุ่นมัว

ต่อเมื่อได้มาเรียนรู้เรื่องของชีวิตจิตใจนี้แล้ว

จะพบว่าความโลภ-ความโกรธ-ความหลง ไม่ได้มีอยู่แล้วแต่เดิมในจิตใจของเรา*

แต่เราไปสำคัญมั่นหมาย-จดจำฝังหัวไว้

กับสิ่งที่เราเรียนรู้มาจากโรงเรียน ที่ผู้คนสอนว่ามันมีอยู่

ทีนี้**เราต้องเรียนรู้ใหม่ในตัวของเราเอง

ที่กว้างศอก-ยาววา-หนาคืบนี้ มีให้เราเรียนได้ทุก ๆ อย่าง

เรื่องของชีวิตจิตใจ เป็นสิ่งสำคัญกว่าทุกสิ่ง-ทุกอย่าง

ความเร็วของจิตใจ ไวยิ่งกว่าแสงฟ้าแลบ

มีวิธีเดียวเท่านั้นที่จะเอาชนะได้

คือการเฝ้าดูให้รู้เท่าทัน รู้จักกัน-รู้จักแก้**

เหมือนเราอยู่ในที่มืด แล้วเราเปิดสวิทซ์ไฟ

ไฟฟ้ามันก็ไปทำความสว่างที่หลอดไฟ

หรือทำเหมือนแมวตะครุบหนูอย่างแรง

การฝึกหัดทั้งหมดนี้ ต้องทำเหมือนกับนักมวย

ขึ้นไปบนเวทีชกมวยแล้ว-ต้องชก

*ต้องทำบ่อย ๆ ค่อยเป็น-ค่อยไป

หัดละ-หัดปล่อย-หัดวาง อย่ายึดมั่น-ถือมั่น*

ให้ทำเหมือนลูกบอลที่อยู่กลางสนามหญ้า

เมื่อเขาไม่หยุดเตะ ลูกบอลก็ต้องกลิ้งไปตามสนามหญ้า

เขาหยุดเตะ-ลูกบอลก็หยุดนิ่งเอง ไม่ต้องสู้และไม่ต้องหนี

การเรียนรู้การเป็นพระทางจิต-ทางใจนี้

เป็นได้ทั้งผู้หญิง-ผู้ชาย เด็ก-ผู้ใหญ่…ไม่จำกัดเชื้อชาติ-ศาสนา

*คำสอนของพุทธศาสนานี้ เป็นคำสอนในทางพ้นทุกข์ *

ไม่เหมือนคำสอนในศาสนาไหน ๆ

*คำสอนนี้มีค่า-มีคุณมากมายมหาศาล ประมาณค่ามิได้เลย

เป็นคำสอนที่ถูกต้อง-ถูกตรง และเคร่งครัดที่สุด-รัดกุมที่สุด

ครบถ้วนบริบูรณ์ทุกอย่าง และให้ผลแก่ผู้ปฏิบัติได้สมบูรณ์

ไม่ว่าจะเป็นคนชั้นใด*

*วิธีนำมาปฏิบัตินี้ เป็นวิธีการเจริญสติอย่างถูกต้อง

เป็นคำสอนที่สืบเนื่องติดต่อกันตามทำนองคลองธรรมของผู้รู้

และเป็นผลงานของมนุษย์ผู้ที่เจริญสติสร้างขึ้น

ย่อมได้รับผลตามธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนา

ไม่เคยมีคำว่าผู้ปฏิบัติไม่ได้รับผล และคำว่าหลงผิดก็ไม่มี*

คำสอนของพระพุทธศาสนานี้ ไม่เคยประนีประนอม

ไม่เคยช่วยเหลือบุคคลผู้เกียจคร้าน เพราะความเกียจคร้านเป็นอุปสรรคขัดแย้ง

เข้ามาโต้-มาเถียงเสียสิ้น ทั้งทางตรงและทางอ้อม

ตรงกันข้ามกับความขยันทางสติปัญญา

จะคุ้มครองป้องกันความผิดพลาด *สติปัญญาเป็นผู้พิทักษ์รักษา

และสนับสนุนพระพุทธศาสนานี้ตลอดมา

และได้ให้ความอุดมสมบูรณ์แก่ผู้ปฏิบัติ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผลของธรรมะเกิดขึ้นแก่มนุษย์ทุกชั้น-ทุกวัยที่ปฏิบัติได้จนรู้

เป็นผลที่ผู้ปฏิบัติได้ จะพบเห็นสิ่งใหม่ ๆ ซึ่งเกิดและมีตามธรรมชาติ

และการแปรเปลี่ยนของวัตถุธาตุได้ พิสูจน์ให้เห็นจริงอย่างแจ่มแจ้ง

เป็นความมหัศจรรย์อันยิ่งใหญ่*

ความรับรู้ของคนเรา เป็นผลสะท้อนของโลก-เป็นธรรมชาติซึ่งดำรงอยู่

การตรัสรู้ของคนเรานั้น ก็คือการพัฒนา

ในทำนองเดียวกัน คำสอนของพุทธศาสนานี้-มักถูกโจมตีอย่างหนักเสมอมา

ตราบใดที่คนเรายังไม่รู้แจ้ง

ประโยชน์ของพุทธศาสนานี้ ก็ยังไม่เปิดเผยออกมาให้เห็น

คนผู้นั้นก็ต้องเป็นคนโง่ ยังต้องถูกหลอกลวง

และตกเป็นแพะ ได้รับกรรมที่เขาปรุงแต่ง

อดีตที่ผ่านไปแล้ว แก้ไขไม่ได้

และอนาคตที่ยังมาไม่ถึง ทำอะไรให้มัน-ก็ไม่ได้

พุทธศาสนาสอนให้แก้ทุกข์ในปัจจุบันขณะนี้

คำสอนของพุทธศาสนานี้ถูกปิด ก็ต้องถูกเปิดได้เหมือนกัน

*พุทธศาสนานี้ไม่ต้องเรียนอะไรให้มาก ๆ อย่างนั้น

เพียงแต่ดูความคิด-รู้ความคิด ออกจากความคิด-ก็ใช้ได้

ไม่มีทุกข์ เพราะไม่ให้ปรุงแต่ง

ส่วนโทสะ-โมหะ-โลภะ เราไม่ต้องสงสัย

หากยังไม่พ้นไปจากสิ่งเหล่านั้น

ก็ไม่ใช่ศาสนา(ที่)ถูกต้องกับคำสอนของพระพุทธศาสนา*”

หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

————————————————————————————————

※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※

※ อย่าหลงตน-อย่าลืมตัว ※

※ ※

※ อย่าหลงกาย-อย่าลืมใจ ※

※ ※

※ อย่าหลงชีวิต ※

※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※

รู้สึกตัว…รู้สึกกาย รู้สึกใจ

_/|\_ _/|\_ _/|\_

ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ


Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *