-※ สูตรสำเร็จอึดใจเดียว ๒ (๒/๖) ※-
“…การสร้างจังหวะ-เดินจงกรม ก็ให้ฮู้จักกาล-ฮู้จักเวลา
ตอนเช้า ผมบอกอยู่-ตี ๓.๓๐ หรือตี ๔ นี่
เราลุกออกมาเดินจงกรมให้คนอื่นเห็น
ครั้นเป็นคนขี้คร้าน-มันก็บ่เห็นแล้ว ปฏิบัติธรรมะมันก็บ่ก้าวหน้า
ตามหนังสือเพิ่นว่า‘กุปปะธัมโม อะกุปปะธัมโม ปะริหานะธัมโม’
ครั้นคนขี้คร้าน-รู้น้อย ๆ นั้น มันก็ฉิบหาย-ฉิบหายแล้ว
เพิ่นว่า‘มันบ่ก้าวหน้า’
คนใดตั้งใจปฏิบัติอย่างว่านี้ เพิ่นว่า‘อะนุรักขะนาภัพโพ-ยังน้อย
เจตะนาภัพโพ-ตั้งใจประพฤติปฏิบัติ
รู้จักกาล-รู้จักเวลา มันก็ก้าวหน้า’-เพิ่นว่าจั่งซั่น
ผมอ่านหนังสืออภิธรรม เพิ่นแปลไว้จั่งซั่น
จึงว่า‘ให้รู้จักกาลเวลา รักการ-รักงาน
อย่าเป็นคนเห็นแก่หลับแก่นอน-แก่พูดแก่คุย…มันบ่ดี’
ปีนี้เฮาฝึกกันเพื่อจะผลิตให้เป็นครูของคน
ว่าแล้วก็เชื่อฟังกัน-ต้องทำตาม
เจ้าเดินจงกรม-ข้อยก็เดินจงกรม
เจ้านั่งสร้างจังหวะ-ข้อยก็นั่งสร้างจังหวะ
เห็นกัน (มันจะ)มีความละอายในใจ
ถ้าเราบ่ทำ มันก็ละอายเพิ่น-ผู้อื่นทำ…เป็นจังซั่น
อย่าเอาความชั่วมาแสดง
เอาความดีมาแสดงต่อกันให้มันเห็น **เป็นครูของกันและกัน**
ให้เป็นครูของกันและกันนี่ หมายถึงจั่งใด๋ ?
**เจ้าเฮ็ดก็เป็นครูข้อย ข้อยเฮ็ดก็เป็นครูเจ้า**
เจ้าตื่นก่อนข้อย ข้อยก็ตื่นก่อนเจ้า
บ่แม่นสิว่าฮอดยามตื่นแล้ว-บ่ตื่น ฮอดยามเฮ็ดแล้ว-บ่เฮ็ด
เขาว่าเป็นคนขี้คร้าน (เป็น)คนเว้ายาก
สันดานของสัตว์ บ่แม่นสันดานของคน
มันแก้ไขบ่ตก **มันต้องแก้ไขตัวเอง**
ที่หลวงพ่อว่าให้นี้ อันนี้เป็นการปฏิบัติธรรมะ
มื้อแลงมา-เฮาก็เดินจงกรม อย่ามานั่งเว้า-นั่งคุยกัน
เจ้าก็เดิน-ข้อยก็เดิน เจ้าก็เห็นข้อยเดิน-ข้อยก็เห็นเจ้าเดิน
ข้อยก็เห็นเจ้านั่งสร้างจังหวะ เจ้าก็เห็นข้อยสร้างจังหวะ
มันมีความละอายในใจ เพิ่นว่า‘หิริ-ความละอายแก่ใจ’นี่
เพิ่นว่า‘คนบ่มีความละอายแก่ใจ-มันก็…
เพิ่นเอิ้นสันดานของสัตว์-สันดานของผี’
เฮาว่ากัน ‘บ๊ะ! ผีตายกินหัวมันนิ เกิ่นเว้ายาก’
เฮาบ่มีตาทิพย์ เฮาจิบ่เห็นผีเด๊
‘ผี’…คือคนขี้เกียจขี้คร้าน คนทำชั่ว-พูดชั่ว
ว่ายาก-สอนยาก เขาเอิ้น‘บักผี-คือผี’
บ่แม่นแข้งขา-หน้าตา-มือเท้าเป็นผี ใจมันเป็นผี
ต่อมาก็‘เอ้อ-หน้าสันดานคือสัตว์เนาะนี่’
แต่ร่างกาย-แข้งขา-หน้าตา-มือเท้า บ่แม่นสัตว์
ใจเป็นสัตว์เดรัจฉาน เพราะมันบ่มีความละอายในใจ
ให้เฮาเข้าใจที่ผมว่านี่ **อันนี้เป็นสูตรสำเร็จง่าย ๆ**
‘ให้เฮาเห็นพระธรรม-พระทำ’ ว่าซั่น
พระทำการ-พระทำงาน พระพูด พระคิด…ทำให้เป็นพระทำ
ทุกคนเป็นพระทำ ทุกคนเป็นผี
ถ้าคนใดทำดี-เขาเอิ้น‘พระทำ’ ถ้าคนใดทำชั่ว-เขาเอิ้น‘ผีทำ’
บ่แม่นพระธรรมนั้น….เป็นสี-เป็นแสง เป็นลูกแก้ว
หรือเป็นพระอันใดมาสวมเข้าตัวเฮา บ่แม่น
อันนั้นแสดงว่าเฮาบ่เห็นจิต-บ่เห็นใจเฮาคิด มันเป็นจังซั่น
สูตรอันนี้มันกว้าง แล้วเฮานั้นมาติดอยู่ระหว่างนี้-บ่แม่น
ความสงบนั้นจึงมี ๒ อย่าง
สงบแบบสมถกรรมฐานแบบหนึ่ง
สงบแบบวิปัสสนาภาวนาแบบหนึ่ง
**‘วิปัสสนา’ แปลว่ารู้แจ้ง-รู้จริง
รู้แจ้ง-รู้จริง รู้แล้วต่างเก่าล่วงภาวะเดิม**…ต่างเก่าอันใด ?
(เช่น) แต่ก่อนเคยนอนตื่นสวย ๆ(สายๆ)
ตื่นดึกเด๊บัดนี้(ตอนนี้ตื่นเช้ามืด)
แต่ก่อนเคยสูบบุหรี่-(ตอนนี้)เลิกได้
แต่ก่อนเคยเป็นคนพูดมาก-คุยมาก (ตอนนี้)เลิกได้
พูดแต่เฉพาะความจริงเท่านั้น นี้เพิ่นว่า‘ต่างเก่าล่วงภาวะเดิม’
**ล่วงจากความเป็นปุถุชนขึ้นมาสู่ความเป็นพระอริยบุคคล**
เอิ้น‘ล่วงจากภาวะเดิม’
ผมถามแล้ว(ว่า)‘ความเป็นคนเนี่ย
ผู้ใดให้ชื่อเสียงเรียงนามมา ?’ ถามขเจ้า
ขเจ้าก็(บอกว่า)‘เอิ้นกันมาจังซั่น’
แสดงว่าคนผู้นั้นไม่ได้ศึกษาหลักพระพุทธศาสนา เว้าเป็นซือ ๆ
**คำว่า‘ความเป็นคน’เนี่ย
หมายถึงเลือกคัดจัดหาเอาสิ่งที่เป็นประโยชน์มาพูด-มาคุย
มาแนะนำพร่ำสอนกัน’ อันนั้นชื่อว่าเป็นคน**
ความเป็น‘คน’กับความเป็น‘ปุถุชน’ ขเจ้ามันแยกกันไว้
แต่ญาพ่อ(หลวงพ่อ)แยกว่าปุถุชนกับความเป็นคน
ความเป็นคน-ผู้มีปัญญาจึงเป็นคน
ความเป็นปุถุชน-ขเจ้าเอิ้นคนบ่มีปัญญา
อันปัญญาหาเงินทอง-หาพูดหาคุยนั้น บ่แม่นเด๊
อันนั้นบ่แม่นปัญญาอันนี้…”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
————————————————————————————————
‘สูตรสำเร็จอึดใจเดียว ๑-๔’
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ พูดไว้
ณ สำนักปฏิบัติธรรมทับมิ่งขวัญ อ.เมือง จ.เลย
ก่อนท่านจะมรณภาพประมาณเดือนเศษ
โดยท่านตั้งใจที่จะพูดฝากไว้สำหรับผู้ที่สนใจ
จะได้นำไปใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติ
อันเป็นทางนำไปสู่การพ้นทุกข์ด้วยตนเอง
‘สูตรสำเร็จ’นี้ เป็นวิธีลัดสั้นและตรงที่สุด
ท่านจึงได้ให้ชื่อว่า‘สูตรสำเร็จอึดใจเดียว’
————————————————————————————————
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
※ อย่าหลงตน-อย่าลืมตัว ※
※ ※
※ อย่าหลงกาย-อย่าลืมใจ ※
※ ※
※ อย่าหลงชีวิต ※
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
รู้สึกตัว…รู้สึกกาย รู้สึกใจ
_/|\_ _/|\_ _/|\_


ใส่ความเห็น