“จากผ้าเหลืองสู่พวงมาลัยแท็กซี่: เส้นทางสติของคุณนิธิโรจน์ ทรัพย์ฉัตร”

เสียงทักทายเรียบง่าย “สวัสดีครับ” เปิดบทสนทนาด้วยน้ำเสียงตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม และนั่นก็เหมือนเส้นทางชีวิตของคุณนิธิโรจน์ ทรัพย์ฉัตร อดีตพระพงศ์ ผู้ตัดสินใจบวชด้วยคำถามเพียงข้อเดียวในใจ

“ตถาคตสอนอะไร?”

เขาเลือกใช้คำว่า “ตถาคต” แทนคำว่า “พระพุทธเจ้า” เพราะจากการศึกษาของเขา คำนี้สะท้อนตัวตนแท้ของผู้ตรัสรู้ได้ชัดเจนกว่า และความอยากรู้นี่เองที่ผลักให้เขาเข้าสู่เพศบรรพชิต ไม่ใช่เพราะศรัทธาแบบเชื่อโดยไม่ตั้งคำถาม แต่เพราะต้องการพิสูจน์ด้วยตนเอง

บวชเพื่อรู้ ไม่ใช่บวชเพื่อเชื่อ

ก่อนบวช เขาอยู่ในโลกธุรกิจที่แข่งขันสูง และรู้ดีว่าหากยังอยู่ในวิถีฆราวาส คงไม่มีโอกาสศึกษาธรรมอย่างลึกซึ้ง การบวชจึงเป็นเหมือนการ “ยิงตรง” เข้าสู่ทางสายปฏิบัติ เพราะในความเข้าใจของเขา พุทธศาสนาไม่ใช่เรื่องของการท่องจำ แต่เป็นเรื่องของการลงมือทำ

เส้นทางเริ่มต้นที่สวนโมกข์ ของ พุทธทาสภิกขุ เขาศึกษาอานาปานสติ สายพุทโธ ผ่านครูบาอาจารย์หลายสาย จนกระทั่งลาสิกขาจากสวนโมกข์ และได้มาพบแนวทางของ หลวงพ่อเทียน จิตตสุโภ

ตอนแรกเขาไม่เข้าใจการ “ยกมือสร้างจังหวะ” ด้วยซ้ำ แต่ยิ่งศึกษา ยิ่งเห็นความต่าง โดยเฉพาะเมื่อเห็นว่าแม้หลวงพ่อเทียนจะอ่านหนังสือไม่ออก แต่สามารถแยก “พิธีกรรม” ออกจาก “เนื้อธรรม” ได้อย่างเฉียบคม

เขาเล่าว่า จุดเปลี่ยนสำคัญของหลวงพ่อเทียน คือการเปลี่ยนจากความเชื่อไสยศาสตร์ มาเป็นการตรวจสอบแบบวิทยาศาสตร์ ด้วยการฝึกสติแบบเคลื่อนไหว จากเดิมที่เคยต้องการฤทธิ์เดช กลับหันมามองเห็นเหตุปัจจัยตามความเป็นจริง

คำถามจึงย้อนกลับมาหาตัวเขาเอง

สิ่งที่เราเรียน ๆ กันอยู่นั้น ใช่สิ่งที่ตถาคตสอนจริงหรือไม่

กบฏต่อพิธีกรรม

หลังบวช 8 ปี เขาตกผลึกความคิดชัดเจนว่า สิ่งที่ตถาคตสอนคือ “สติ” ไม่ใช่ระบบพิธีกรรม ไม่ใช่ความศักดิ์สิทธิ์ของผ้าเหลือง ไม่ใช่ลำดับชั้นทางสังคม

เขาตั้งคำถามต่อวัฒนธรรมไทยที่ยกพระไว้สูงจนกลายเป็นการกลับหัวกลับหางของความสัมพันธ์ พ่อแม่ที่เคยเป็นผู้มีพระคุณ กลับต้องมากราบลูกเพราะผ้าเหลือง เขามองว่านี่คือภาพลวงที่สังคมสร้างขึ้น

เขาย้ำว่า ตถาคตทำเรื่องใหญ่ไว้สองเรื่อง คือเลิกวรรณะ และเปิดทางให้สตรีบวชได้ แต่ในความเป็นจริง โครงสร้างสังคมไทยกลับยกระดับชนชั้นนักบวชให้สูงกว่าความเป็นมนุษย์ธรรมดา

เขายอมรับตรง ๆ ว่า ตนเองเป็น “กบฏ” ทางความคิด เพราะไม่เห็นด้วยกับการยึดติดพิธีกรรมจนหลงลืมเนื้อแท้ของธรรมะ

สึกเพื่อใช้ธรรม

เมื่อสึกออกมา เขาไม่ได้รู้สึกสูญเสีย ตรงกันข้าม กลับรู้สึกว่าเข้าใจคำสอนมากขึ้น เพราะธรรมะไม่ใช่ของสำหรับนักบวชเท่านั้น แต่มีไว้ “ใช้”

วันนี้เขาขับแท็กซี่อยู่แถวสุวรรณภูมิ เลี้ยงชีพอย่างคนธรรมดา และใช้ชีวิตด้วยสติเป็นเครื่องมือ

“ตถาคตไม่ได้สอนให้มาเป็นนักบวช

ท่านสอนให้เอาสติไปใช้ในชีวิตประจำวัน”

สติสำหรับเขา ไม่ใช่การนั่งนิ่ง ๆ แต่คือการรู้ทันความคิด รู้ทันความอยาก เช่น แยกให้ออกระหว่าง “หิว” กับ “อยาก” เวลาจะกินข้าว หรือการใช้จ่ายเงินอย่างรู้ตัว

เขาเปรียบเทียบว่า สมาธิที่แท้จริงเหมือนเชฟมืออาชีพที่ทำอาหารได้รสชาติเท่ากันทุกชาม ไม่ใช่เพราะนั่งหลับตานิ่ง แต่เพราะทำด้วยความรู้ตัวทุกขณะ จนความแม่นยำเกิดขึ้นเอง

สมาธิเป็นผลของสติ

ไม่ใช่เป้าหมายที่ต้องไล่ล่า

ธรรมะบนเบาะหลัง

ในรถแท็กซี่ของเขา บางวันก็มีบทสนทนาธรรมะเกิดขึ้นกับผู้โดยสาร โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่เปิดใจรับฟัง เขาเล่าว่า การเป็นฆราวาสทำให้เผยแผ่ได้ง่ายกว่า เพราะไม่ต้องถูกคาดหวัง ไม่ต้องถูกจับตามองเหมือนตอนเป็นพระ

เขาไม่สอนแบบยัดเยียด แต่รอจังหวะที่เหมาะสม เพราะธรรมะไม่ใช่ของที่ต้องผลักใส่ใคร

สติหนึ่งเดียวก็พอ

สำหรับเขา หากคนไทยมีสติจริง ๆ

จะมีการฆ่ากันไหม

จะมีการโกงกันไหม

จะมีการหลอกลวงเป็นคอลเซ็นเตอร์ไหม

คำตอบอยู่ที่สติ ไม่ใช่จำนวนพิธีกรรม

“คุณไม่ต้องมีศาสนาก็ได้

ขอแค่ฝึกสติ”

นี่คือบทสรุปของชายผู้เคยครองผ้าเหลือง 8 ปี และวันนี้จับพวงมาลัยแท็กซี่ด้วยมือเดียวกัน แต่หัวใจต่างออกไป

จากคำถามว่า “ตถาคตสอนอะไร”

เขาพบคำตอบว่า

ตถาคตสอนให้รู้ตัว

และการรู้ตัวนั้น

ไม่จำเป็นต้องอยู่ในวัด

แต่อยู่ได้ทุกที่

แม้กระทั่งบนถนนสุวรรณภูมิ.


Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *