“…**คนรู้ทุกข์กับคนไม่รู้ทุกข์ มันจึงไม่เหมือนกัน
รู้ทุกข์น้อย-ทุกข์ก็หมดไปน้อย ถ้ารู้มาก ๆ-ทุกข์มันก็หมดไปมาก
ถ้ารู้ทุกข์ให้จบ-ให้สิ้น ทุกข์ก็เลยไม่มีเลย-เพราะเราเห็นแล้ว
แต่ทุกข์ก็มี-แต่ทุกข์นั้นจะมาทำอะไรกับเราไม่ได้
เพราะเราเป็นใหญ่ในทุกข์ ถ้าเราเป็นน้อย-ก็ทุกข์แล้ว
มันก็…ทุกข์ก็ต้องบังคับเราได้**
อาตมาก็เคยพูดให้ฟัง ถ้าเราจะเป็นนักมวยจริง ๆ แล้ว
**อย่าไปฝึกหัดกับครูมาก ฝึกหัดกับตัวเองให้มาก**
ถ้าไปฝึกหัดกับครูแล้ว อาจจะได้ผลน้อย
ถ้า**ฝึกบ่อย ๆ กับคู่ต่อสู้** ขึ้นในเวทีต้องชกทันที
แพ้-ชนะ มันเป็นเกมกีฬา
เมื่อชำนาญ เปรียว-ไว คล่องแคล่ว
ขึ้นไปในเวที-ไม่ต้องไหว้ครูอะไร คู่ต่อสู้เข้ามา-ชกหลุมตาทีเดียว
ชกเข้าเบ้าตา ๒ ตานี่เลย คู่ต่อสู้จะสู้เราไม่ได้จริง ๆ
อันนี้ก็เช่นเดียวกัน **พอดีมันคิดปุ๊บ-เห็นปั๊บทันที
ความคิดถูกหยุดเลย จะไม่มีเรื่องอะไรเลย
มันจะกระทบกัน พอดีกระทบปุ๊บ-มันแตกทันทีเลย
พอดีมันแตกทันที มันก็เข้าสู่สภาพเดิมของมันจริง ๆ
ถ้ามันไม่แตกแล้ว มันจะไม่เข้าสู่สภาพของมันจริง ๆ**
นี่-ที่อาตมาเปรียบให้ฟัง เหมือนกับเชือกไนล่อน
หรือจะเป็นยางก็ตาม ผู้ส้น(ปลาย)นั้นไว้กับเสานั้น
ผูกส้นนี้ไว้กับเสานี้ เรามาตัดตรงกลาง
ตัดปุ๊บ มันจะสะท้อนเข้ามาติดตรงนี้ทันทีเลย
อันนั้นก็จะติดเข้าทันทีเลย จึงว่ามันขาดออกจากกันแล้ว
มันก็สะท้อนเข้าไปอยู่กับธรรมชาติของมัน
ที่มันดึงเข้าไปผูกกันได้นั่น อันนั้นมันเป็นยางเหนียว-มันเป็นยางเหนียว
**ท่านจึงให้รู้-เห็น-เข้าใจเรื่องอุปาทาน
เรียกว่า‘กิเลส-ตัณหา-อุปาทาน-กรรม ก็เสวยทุกข์อันนั้นแหละ’
แต่เราไม่รู้ทุกข์อันนั้นแหละ จึงออกจากทุกข์ไม่ได้
คนที่รู้ทุกข์-เห็นทุกข์ แต่เขาไม่ได้อยู่ด้วยทุกข์
แต่อยู่ด้วยทุกข์ เขาจะไม่เข้าไปในทุกข์**
เอาแหละ วันนี้ที่นำธรรมะมาเล่าให้ฟังในตอนเช้าวันนี้
ก็เห็นว่าสมควรแก่เวลาแล้ว
เพราะว่าการพูดนี้ มีประโยชน์น้อยกับพวกคุณหรือพวกท่าน
แต่**มีประโยชน์มากสำหรับพวกคุณ-พวกท่าน นำไปปฏิบัติ
ให้มันรู้สึกตัว รู้แล้วปล่อยไป-รู้แล้วปล่อยไป
ไม่ต้องเข้าไปยึด-ไปถือ และความเป็นเอง-มันจะเป็นเอง
แต่ไม่ทำ-ไม่เป็น รู้เฉย ๆ-ไม่เป็น…รู้เท่าไรก็ไม่เป็น** เป็นอย่างนั้น
วันนี้จึงขอหยุดในการพูด-การคุยกับพวกเรา
แล้วก็จะขอวิงวอนเอาถึงคุณของพระพุทธเจ้า
แต่ไม่ใช่พระพุทธเจ้าในประเทศอินเดียพู่นนะ ที่พูดนี้นะ
*พระพุทธเจ้า คือตัวสติ-ตัวสมาธิ-ตัวปัญญาที่มีอยู่ในเรานี่แหละ
จะเป็นพระพุทธเจ้าขึ้นมา*
ท้ายที่สุดนี้ อาตมาจึงขออ้างอิงเอาคุณของพระพุทธเจ้า
และพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
และคุณของพระอรหันตาสาวกพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
มาเตือนจิตสะกิดใจของพวกเรา
**ให้พวกเราได้ทำความเข้าใจกับความรู้สึกนี่แหละ**
พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ดีแล้ว
จึงว่า ‘สัตว์ทั้งหลาย เราผู้เป็นตถาคตไปถึงแล้วแห่งนั้น
แล้วจึงนำมาสอนพวกเธอทั้งหลาย
เธอทั้งหลายจงทำอย่างที่เราตถาคตนี้
และก็จะรู้อย่างเราตถาคตนี้ แล้วก็จะเห็นอย่างเราตถาคตนี้
ก็จะหลุดพ้นไปอย่างเราตถาคตนี้’
อันนี้เราไม่ทำ-ไม่ทำ มันจะเป็นมั้ย ?
เหมือนกับลูกกุญแจนั่นเอง
(ถ้า)ไม่ใช่เป็นลูกของมัน จะไปไขมันออกมาได้ยังไง ?
ดังนั้นต้องทำอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านว่า
**ให้มีความรู้สึกตัว อย่าไปกำหนดมาก**
อันว่า‘รู้สึกตัว’กับ‘กำหนด’เนี่ยะ มันผิดกันนะ
อันนี้เรียกว่า‘สติ-ความระลึกได้’
แต่ไม่ต้องระลึกถึงวานนี้ ไม่ต้องระลึกอะไร
คือว่ารู้สึกตัวนั่นแหละ เป็นการสัมผัส
หรือว่าผัสสะ-หรือว่าระลึกได้-หรือว่ารู้ได้ เท่านั้นเอง
**ต่อเมื่อเรากระทบ สิ่งแข็ง ๆ กระทบกัน
แตกออกจากกันแล้ว มันเข้าสู่สภาพเดิม
นั้นแหละคือรู้แจ้ง-รู้จริง ผิดไปจากธรรมชาติเดิมแล้ว**
ขอให้พวกเราทุกคน-ทุกคน ได้พบเอาในชีวิตนี้
จงทุกท่าน-ทุกคนเทอญ.”
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
————————————————————————————————
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
※ อย่าหลงตน-อย่าลืมตัว ※
※ ※
※ อย่าหลงกาย-อย่าลืมใจ ※
※ ※
※ อย่าหลงชีวิต ※
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
รู้สึกตัว…รู้สึกกาย รู้สึกใจ
_/|\_ _/|\_ _/|\_


ใส่ความเห็น